Select Page

แบ่งปันเฝ้าเดี่ยว กับ ศจ.ดร.สุรศักดิ์ ศิษย์ธนานันท์

(มก. 15:33-41){ สิ้นพระชนม์ }

“แล้วพระเยซูทรงร้องเสียงดังแล้วก็สิ้นพระชนม์” มก. 15:37

แนวคิด >>> ประยุกต์ใช้ :

– มก. 15:33 เมื่อถึงเวลาเที่ยงก็เกิดมืดมัวทั่วแผ่นดินจนถึงบ่ายสามโมง
การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ส่งผลต่อสรรพสิ่งทั้งมวล
ความมืดมัวนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาติ ไม่น่าจะเป็นสุริยคราสเพราะสุริยคราสจะไม่เกิดในช่วงดวงจันทร์เต็มดวงอย่างในช่วงเทศกาลปัสกา
>>> พระองค์ผู้เป็นความสว่างของโลก…ต้องสิ้นพระชนม์ท่ามกลางความมืดมิด..เพราะพระองค์ทรงรักเรา

– มก. 15:34 พอถึงบ่ายสามโมง พระเยซูก็ทรงร้องเสียงดังว่า“เอโลอี เอโลอี ลามา สะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?”
ขณะนั้นพระเยซูเต็มไปด้วยความบาปความชั่วช้าน่าขยะแขยงบนพระองค์(ไม่ใช่ความชั่วช้าของพระองค์แต่เป็นของฉัน) จนพระบิดาผู้ไม่เคยห่างจากพระบุตรเลย ต้องเมินพระพักตร์ไปจากพระบุตร เพราะไม่อาจทนดูความน่าขยะแขยงอย่างที่สุดบนพระเยซูได้
>>> เปรียบเหมือน กับพ่อผู้ที่ต้องเป็นสับสวิทเปิดไฟฟ้าของเครื่องประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า พ่อหันหน้าหนีด้วยน้ำตา แล้วสับสวิทขึ้นเพื่อประหารชีวิตบุตรชายคนเดียวของตน ผู้ชั่วช้าผู้สมควรตาย(เพราะบาปของฉัน)

– มก. 15:37 แล้วพระเยซูทรงร้องเสียงดังแล้วก็สิ้นพระชนม์
พระองค์ร้องว่า “สำเร็จแล้ว” (ยน.19:30) แปลตรงตัวตามภาษาเดิมว่า “จ่ายชำระหนี้หมดแล้ว”
>>> พระเยซูจ่ายชำระหนี้บาปของฉันหมดแล้ว ฉันไม่ต้องเป็นทาสบาปอีกต่อไป ฉันเป็นไทแล้ว ฉันรอดพ้นการพิพากษาลงโทษแล้วเพราะพระเยซูรับโทษแทนฉันอย่างสมบูรณ์แล้ว…ขอบคุณพระเยซู

– มก. 15:38 ม่านในพระวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อน ตั้งแต่บนตลอดล่าง
ม่านที่กั้นห้องอภิสุทธิสถานกับห้องวิสุทธิสถานได้ขาดออก ไม่มีอะไรข้างกั้นเราไม่ให้เข้าหาพระเจ้าอีกต่อไป ขาดจากบนลงล่าง แสดงถึงเป็นการกระทำของพระเจ้า มาให้แก่มนุษย์
>>> วันนี้โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เราได้รับการชำระพ้นบาปแล้ว และเราสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้แล้ว โดยปราศจากความกลัวว่า เราไม่ดีพอ เดี๋ยวพระเจ้าจะลงโทษเรา

“พระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อให้เราเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ จงเข้ามาเฝ้าพระเจ้า ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เถิด เพราะว่าราคาที่จ่ายเพื่อให้ได้มานั้นแพงเหลือเกิน”