Select Page
ทำไมต้องอธิษฐาน

การอธิษฐานเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตนเอง ” พระเจ้าพร้อมเสมอที่จะประทานพระคุณให้แก่ผู้ที่ถ่อมใจแสวงหาพระองค์” พระองค์ทรงสัญญาว่า “จะฟังในทุกถ้อยคำที่เราร้องทูล และเมื่อเราสารภาพความผิดบาปของเรา” พระสัญญาของพระองค์ย้ำแก่เราเสมอว่า “ในหนทางของพระองค์นั้นมีหนทางแห่งสวัสดีภาพเปิดรอเราอยู่” เมื่อเราอธิษฐานสิ่งที่ดีจะเกิดขึ้นกับชีวิตเราเสมอ แม้ในยามที่เราดูเหมือนว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่เราคาดคิดไว้ก็ตาม
การอธิษฐานทูลขอ ไม่เพียงเพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนอื่นๆเช่น ญาติของเราที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า เผื่อปัญหาที่กำลังเผชิญ, เผื่อครอบครัว, เผื่อผู้รับใช้พระเจ้าในคริสตจักร, การอธิษฐานทูลขอควรเฉพาะเจาะจงระบุไปว่า เราขออะไรแน่นอน (รม.1:9, มก.10:31)
นอกจากนี้การอธิษฐานเปรียบเสมือนการพูดคุยระหว่างเรากับพระเจ้า เป็นการสร้างความสนิทสนมกับพระองค์ในแต่ละวันของเรา พระองค์ประสงค์ให้เราแสวงหาพระองค์และพึ่งพาพระองค์ในทุกๆเรื่องในชีวิตของเรา
เวลาอธิษฐาน ถ้าไม่ออกเสียง พระเจ้าจะได้ยินหรือไม่

การอธิษฐานคือการที่เราพูดกับพระเจ้าด้วยใจ บอกถึงความรู้สึกส่วนลึกในสิ่งที่ต้องการให้พระองค์ช่วยเหลือด้วยความจริงใจหรือระบายความรู้สึกในจิตใจของเราต่อพระองค์ คำอธิษฐานตั้งอยู่บนรากฐานของความถูกต้อง ด้วยคำพูดง่ายๆธรรมดาๆทั่วไป?
การออกเสียง หรือไม่ได้ออกเสียงนั้น เป็นเพียงส่วนประกอบ ซึ่งแล้วแต่สถานการณ์หรือความเหมาะสมตามสภาวะแวดล้อมขณะนั้น เช่น เมื่อเราอยู่คนเดียว ในห้องเราอาจจะอธิษฐานอยู่กับพระเจ้าเงียบๆ ก็ได้ แต่ในบางครั้งเราต้องไปวางมืออธิษฐานเผื่อคนอื่น การออกเสียงนั้นเป็นการสำแดงความเชื่ออย่างหนึ่งที่จะทำให้ผู้ที่ได้รับการอธิษฐานเผื่อนั้นสัมผัสได้
นั่งคุกเข่าไม่ได้ ทำให้อธิษฐานไม่ได้นาน

การแสดงออกโดยการคุกเข่านั้น เป็นเหมือนการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงต่อพระเจ้า เป็นการสำแดงความเชื่อในการอธิษฐานอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการไม่ได้คุกเข่านั้นทำให้เราไม่สามารถที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยใจได้ หรือบอกถึงความรู้สึกส่วนลึกในสิ่งที่เราต้องการให้พระองค์ช่วยเหลือด้วยความจริงใจไม่ได้ ขอเพียงเรามีท่าที ที่เชื่อและยอมจำนนจริงๆ ก็เพียงพอ หากไม่สามารถที่จะคุกเข่าได้เป็นเวลานานก็ไม่เป็นไร
เราสามารถอธิษฐานด้วยท่าทางอย่างไรก็ได้ ในเวลาใดก็ได้ อาทิเช่น เมื่อเรากำลังขับรถเราก็สามารถตั้งจิตอธิษฐานต่อพระเจ้าได้ เป็นต้น