Home คำพยานชีวิต-บทความ

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter

Who's Online

We have 41 guests online
คำพยานชีวิต-ข้อความ
ครอบครัวเด็กหญิงเฮติวัย 16 ปีที่รอดชีวิตเปิดใจ เชื่อว่าพระเจ้าได้ยินเสียงสวดม­นตร์ของเธอ PDF Print E-mail
Friday, 29 January 2010 19:50

หลัง จากที่สร้างความฮือฮาไปเมื่อวานนี้สำหรับเด็กสาวเฮติวัย 16
ปีที่รอดชีวิตมาได้หลังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวมานาน 15
วัน ล่าสุดแม่ของเด็กสาวรายนี้เปิดใจว่า เธอไม่เคยสิ้นหวัง และคิดเสมอว่า
ลูกเธอยังมีชีวิตอยู่

แพทย์ที่ดูแล Darlene Etienne เด็กสาวเฮติวัย 16 ปี
ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตรายล่าสุดเปิดเผยว่า การที่ Darlene
สามารถรอดชีวิตมาได้หลังติดอยู่ใต้ซากอาคารนาน 15 วัน
เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานมากที่เธอไม่ได้รับอาหาร แต่เชื่อว่า
การที่เธอติดอยู่ในส่วนที่เป็นห้องน้ำ
เธอก็อาจจะได้น้ำประทังชีวิตมาได้บ้าง ขณะที่แม่ของเธอเปิดใจว่า
เธอไม่เคยสิ้นหวังและคิดเสมอว่า ลูกยังมีชีวิตอยู่
ซึ่งเธอเชื่อว่าพระเจ้าได้ยินเสียงสวดมนตร์ของเธออย่างต่อเนื่อง
สำหรับสภาพของ Darlene ที่ถูกพบครั้งแรกสภาพอิดโรยมาก
แต่หลังจากได้รับน้ำและอาหาร ซึ่งเป็นโยเกิร์ตและผัก
อาการเธอก็เริ่มดีขึ้น

การ ช่วยชีวิต Darlene โดยทีมกู้ภัยฝรั่งเศส
ซึ่งเป็นทีมกู้ภัยที่ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศเหมือนทีมกู้ภัยอื่นๆ
เป็นเสมือนสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้กับผู้คนในเมืองนี้ที่กำลังสิ้นหวังที่
จะพบผู้รอดชีวิต

http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=15134

Last Updated on Friday, 29 January 2010 19:53
 
คำพยานชีวิต-พระคริสต์พิชิตซาตาน - ศจ. สมศักดิ์ ชูสงฆ์ (คนที่กลัวผี หรือวิญญาณชั่วรบกวนไม่ควรพลาดคำพยานนี้) PDF Print E-mail

somsak

ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีความเชื่อผสมปนเปกันหลายอย่าง  คือ คุณตาเป็นผู้นำทางศาสนาพุทธ  ส่วนคุณปู่เป็นหมอผี  เมื่อผมเกิดมาคุณปู่ก็มาหาพ่อของผมว่าผีได้เลือกผมเป็นทายาทหมอผีต่อจากคุณ ปู่  ดังนั้น ท่านจึงพาผมไปอยู่ด้วยเพื่อจะฝึกฝนวิชาการ เรียนไสยศาสตร์ตามฉบับคุณปู่ ผู้เชี่ยวชาญทางเวทมนตร์คาถาและติดต่อกับผี  ทำการอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ  เช่น  เสกให้บ้านหายไปได้  เดินบนไฟได้  เป็นต้น

   

 

เมื่อ ผมอยู่กับคุณปู่  ท่านสอนวิชาทั้งหลายเหล่านี้ให้ผมจนหมด  สอนให้รู้วิธีติดต่อกับผีหรือใช้ผีทำการอัศจรรย์ต่าง ๆ  รู้วิธีพูดคุยกับผีเหมือนกับมันเป็นคน  เวลาไปไหนมาไหนผมก็จะเดินหลังท่านไปต้อย ๆ  ได้พบได้เห็นท่านทำธุรกิจต่าง ๆ กับพวกผี  จนผมเองก็ทำได้

 

devil ghostแต่ ยิ่งผมเรียนรู้เรื่องผีเรื่องวิญญาณชั่วเหล่านี้มากเท่าไร ก็ยิ่งตกเป็นเหยื่อของมันมากขึ้นเท่านั้น  จำได้ว่าคืนหนึ่งคุณปู่นั่งอยู่ในห้องมืด ๆ  คอยรับคำสั่งจากพวกผี  ขณะที่ท่านกำลังเจรจากับผีอยู่  มันสั่งให้คุณปู่ทำอะไรบางอย่างที่คุณปู่ไม่ต้องการจะทำ  มันก็ทำร้ายท่านจนท่านลงไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้น  เจ็บปวดเหมือนจะตาย  แล้วท่านจึงสวดเป็นภาษาเขมรสู้ผี  สักครู่จึงค่อย ๆ หายเป็นปกติ

 พอท่านออกจากห้องนั้น  ผมก็ถามว่าที่สวดเมื่อกี้แปลว่าอะไร  ท่านบอกว่าแปลว่า "ขอยอมแพ้ จะสั่งให้ทำอะไรก็ยอมทำทั้งสิ้น"  จากนั้น ผมจึงเรียนรู้ว่าคุณปู่ไม่ได้มีฤทธิ์อำนาจอะไรเหนือผีเลย  ที่จริงกลับเป็นเครื่องมือให้พวกมันใช้ตามใจของมัน  ผมจึงตัดสินใจเด็ดขาดตั้งแต่บัดนั้นว่า  จะไม่ยอมเป็นหมอผีเด็ดขาด  ไม่อยากจะเป็นทาสของพวกวิญญาณชั่ว



ดังนั้นเมื่อเรียนจนมัธยมปลายและคุณปู่เสียชีวิตลง  ผมไปไม่ทันดูใจท่าน  แต่คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าก่อนท่านสิ้นใจ ท่านยกมรดกทางไสยศาสตร์ทั้งหมดให้ผม  นั่นหมายความว่าผมผู้เดียวที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหมอผีสืบต่อจากคุณปู่

 

ครั้นเมื่อไปถึงบ้าน  ทุกคนมองดูผมเป็นตาเดียวด้วยความหมายว่าผมคงจะดำรงตำแหน่งหมอผีคนต่อไป ถึงแม้จะยังอายุน้อย  แต่ผมบอกพวกเขาว่า ไม่ต้องการเป็นหมอผี  ทุกคนจึงผิดหวังมาก

 

ตอน นั้นมีผู้หญิงคนทรงคนหนึ่งที่ทำงานร่วมกับคุณปู่ คอยทำนายทายทักคนที่มาขอให้ดูอนาคตอยู่ด้วย  เมื่อผมปฏิเสธ  หญิงคนนั้นลุกขึ้นชี้หน้าผม  บอกว่า "ถ้าถึงอายุ 21 แล้วแกไม่ยอมเป็นหมอผีล่ะก็  ฉันจะฆ่าแกเสีย"  แต่ผมไม่กลัวเลย  และยังบอกกับคุณพ่อว่าผมไม่มีวันยอมเป็นหมอผีเด็ดขาด แม้ต้องตายก็ดีกว่า

 

เมื่อเป็นดังนั้น  ผมรู้ว่าผีคงไม่ไว้ชีวิตผมแน่  จึงขอเงินคุณพ่อบอกว่าไหน ๆ ก็จะตาย ขอเงินไปเที่ยวให้มีความสุขก่อนตายเถอะ  คุณพ่อก็ให้เงินจำนวนมาก และถ้าผมเห็นว่าอะไรจะทำให้ผมมีความสุขก็ทำทันที  เพื่อนฝูงก็มารุมตอมทำให้ชีวิตผมเสื่อมทรามลง  กลายเป็นนักพนัน  ติดยาเสพติด  พิษสุราเรื้อรัง  แต่ผมก็ยังไม่เคยพอใจอะไร  ยิ่งทำตัวแบบนั้นมากเท่าไรก็ยิ่งเศร้าหมองมากขึ้นเท่านั้น  ผมจึงรู้ว่าวิธีนี้ไม่ช่วยให้มีความสุขเลย  ถึงอย่างนั้นก็ช่วยตัวเองไม่ได้

 

คุณตาบอกว่าทางที่ดีที่สุด ควรจะไปบวชเณร  ผมตกลงเพียงเพื่ออยากจะหาความสุขให้ได้ก่อนตาย  ผมบวชเณรอยู่ 2 ปี จนกลายเป็นนักเทศน์  แต่กลับฟุ้งซ่านและยังไม่พบความสุข แม้ว่าได้พยายามนั่งสมาธิก็แล้ว ทำใจให้ว่าง  ปล่อยวางความคิด  พอเลิกก็เหมือนเดิม  สิ่งที่ทำให้ผมละอายแก่ใจในการเป็นเณร คือ ผมเที่ยวสอนใครต่อใครให้ทำดี แต่ตัวเองกลับทำไม่ได้  ผมจึงสึกออกมาเสีย

 

ผมเชื่อว่านี่เป็นแผนการของพระเจ้า  ถ้าผมไม่เป็นคนเลว ก็คงไม่กลัวตกนรก  และคงไม่แสวงหาทางหลุดพ้น จนได้พบพระเยซูอย่างนี้

คราวนี้ผมเดินทางไปหาเพื่อนที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท  ชวนเขาไปท่องเที่ยวด้วย เพราะเขารู้จักทิศทางทั่วเมืองไทยมาก  เขาถามผมว่าอยากเห็นแฟนเขาไหม  ผมบอกว่าอยากสิ  เขาจึงพาไปที่โรงพยาบาลมโนรมย์  ตอนนั้นราว 9 โมงเช้า ที่โรงพยาบาลมีการประชุมกลางแจ้งที่ตึก OPD คนไข้นอก  ผมได้ยินคนไทยพูดเรื่องพระเยซูคริสต แต่ ไม่รู้ทำไมถึงได้เกลียดผู้ชายคนนี้ขึ้นมาจับใจ แม้เขาไม่เคยทำร้ายอะไรผมเลย ผมจึงอยากลงมือทำอะไรสักอย่างแต่ทำไม่ได้  เพราะคนมาก จึงได้แต่หัวเราะเยาะและทำให้เขาหมดกำลังใจจะได้หยุดเทศน์

ขณะที่ผมปฏิบัติการอันไม่ชอบมาพากลอยู่นั้น  เขาก็พูดขึ้นว่า  "ทุกคนเป็นคนบาป"  ผมบอกว่าไม่เห็นแปลกเลย  ผมรู้ว่าผมเป็นใคร  แต่เขาบอกว่า "พระเยซูมีฤทธิ์อำนาจยกบาปได้"

 

 

 

 

คำว่า "ฤทธิ์อำนาจ" นั้นสะกิดใจผมมาก  ผมเลยอยากพิสูจน์ฤทธิ์อำนาจนี้  ตามปกติก่อนนอนผมจะสวดมนต์อย่างน้อย 2 ชั่วโมง  อธิษฐานกับพระพุทธและวิญญาณชั่ว  ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็นอนไม่หลับถูกวิญญาณชั่วรบกวนทั้งคืน

คืนนั้นผมลองอธิษฐานสั้น ๆ กับพระเยซู  บอกว่า "ถ้าพระองค์มีฤทธิ์อำนาจยกบาปได้จริง ทำให้ผมเห็นคืนนี้  ปกป้องให้ผมพ้นจากอำนาจของวิญญาณชั่วเถิด"  แล้วผมก็เข้านอน  คืนนั้นผมนอนหลับสบายมาก  พอตื่นขึ้น  ผมตระหนักชัดว่าพระเยซูมีฤทธิ์อำนาจเหนือกว่าวิญญาณชั่วที่รบกวนอยู่  ผมจึงอยากรู้มากขึ้นว่า "พระเยซูเป็นใคร"

 

วันต่อมา เพื่อนของผมต้องไปสอบผู้ช่วยพยาบาล  เขาชวนว่าจะไปสอบด้วยไหม  ผมตกลง  เราจึงไปขอร้องให้ผู้ควบคุมสอบอนุญาตให้ผมเข้าสอบ  ทีแรกเขาไม่อนุญาตเพราะผมไม่มีหลักฐานอะไร  ผมขอร้องต่อไป และบอกว่า ถ้าสอบได้จะนำหลักฐานทุกอย่างที่ต้องการมาให้ทันที  ผมประหลาดใจมากที่ในที่สุดผมได้รับอนุญาตและสอบได้ด้วย  แม้จะทิ้งตำรามา 2-3 ปีแล้ว  ผมกลับไปหาคุณตาแจ้งข่าวดีให้ทราบว่าผมกำลังจะได้ทำงานที่โรงพยาบาล คริสเตียนมโนรมย์  คุณตาดีใจด้วย  แต่ก็กำชับว่าห้ามฟังห้ามสนใจเรื่องคริสเตียนเด็ดขาด

 

ที่จริงผมไปทำงานโรงพยาบาลไม่ใช่เพราะอยากทำ  แต่เพียงอยากรู้ว่า "พระเยซูคือใคร"  พระเจ้าทรงทราบเรื่องนี้ แม้ไม่ได้บอกใครเลยก็ตาม

 

 

เมื่อได้เข้าทำงาน และอีกสองสามสัปดาห์ต่อมาก็สอบเลื่อนขั้นได้อีก  จากนั้นมีประชุมยุวชน  ผมอยากลงทะเบียนเข้าร่วมประชุม แต่ไม่มีเงินเพราะเสียพนันไปหมด  จึงอธิษฐานว่า  "พระเยซู ผมอยากเข้าร่วมการประชุมนี้ เพราะอยากรู้จักพระองค์  ขอเงินให้ผม 10 บาทเถอะ  แค่ 10 บาทเท่านั้นเอง ค่าลงทะเบียน"  แล้วผมคอยเฝ้ามองทางหน้าต่างด้วยหวังว่าพระองค์จะโยนเงินเข้ามาให้ทาง หน้าต่าง  จากวันจันทร์ผ่านไปถึงวันศุกร์ตอนเย็น  เย็นนี้แหละจะเริ่มการประชุมแล้ว

 

บ่ายนั้นเอง  พ่อแม่ของผมมาหาบอกว่า "ทำไมลูกไม่เขียนจดหมายถึงพ่อแม่เลย  นี่คิดถึงลูกมาก"  ท่านก็โยนเงินให้แล้วก็กลับไป

พระเยซูตอบคำอธิษฐานอย่างอัศจรรย์  เพราะการกระทำเช่นนี้มิใช่ปกติวิสัยของพ่อแม่ของผมที่จะมาหาเพียงเพื่อให้เงินไว้ใช้  ธรรมดาท่านจะต้องอยู่พักค้างคืนคุยแล้วคุยอีก

 

 

ผมจึงได้เข้าร่วมประชุมในตอนเย็น  ครั้งนี้ผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้าจริง เพราะทุกอย่างเหมือนจัดไว้เฉพาะ  การประชุมไม่มีเรื่องอื่นใดนอกจากชีวิตของพระเยซู  เขาสอนเรื่องพระเยซู ตั้งแต่ก่อนเกิดแล้วเรื่อยไปจนถึงตาย  มื่อเขาพูดถึงพระเยซูแบกไม้กางเขนไปยังแดนประหาร  ผมไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้  คิดว่าคนที่สมควรตาย คือ ผมเอง  ไม่ใช่พระเยซู  แต่พระเยซูยอมตายเพื่อบาปของผม  เวลานั้นผมไม่คิดถึงใครเลย มันเหมือนผมอยู่คนเดียวในโลก และพระเยซูมาเพื่อตายไถ่บาปแทนโดยเฉพาะ

 

เมื่อเขาเทศนาจบแล้ว  ผมเข้าไปหามิชชันนารีผู้ดูแลคริสตจักรมโนรมย์  และถามว่าผมจะขอให้พระเยซูเป็นพระผุ้ช่วยให้รอดส่วนตัวของผมได้อย่างไร  ท่านถามว่าผมรู้สึกอย่างไร  ผมตอบว่ารู้สึกตัวว่าเป็นคนบาป  และพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียวที่ช่วยผมได้  ท่านจึงนำผมอธิษฐานต้อนรับพระเยซู

 

วินาทีนั้น ผมได้รับคำตอบซึ่งพยายามค้าหามานาน  เมื่อต้อนรับพระเยซูแล้ว ผมพบสันติสุขในใจอย่างแท้จริง  วิญญาณชั่วอะไรอื่น ๆ ที่ผมเคยลิ้มลองนั้นไม่สามารถให้สันติสุขนี้แก่ผมได้  พระเยซูเท่านั้นที่ทำได้  ผมดีใจมาก  อยากรู้จักพระองค์ยิ่งขึ้นไปอีก  ยิ่งอ่านพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้า  ผมก็ร้องไห้ ... ร้องใหญ่เลย  เพราะซาบซึ้งในความรักของพระองค์

 

จากนั้นพระเจ้าส่งคนมาสอนพระคัมภีร์ให้ทุกคืน  ช่วยให้ผมเข้าใจอะไร ๆ ดีขึ้น รู้จักฤทธิ์อำนาจความยิ่งใหญ่ของพระเยซูมากขึ้น รู้จักพึ่งพาในพระองค์จริง ๆ

 

ในที่สุดผมก็รับศีลบัพติศมา  ผมจำคืนที่รับบัพติศมาได้  วิญญาณชั่วโจมตีใหญ่เลยและพยายามจะดึงผมกลับ  คืนนั้น  ขณะที่ผมกลับบ้าน  ผมฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยเห็นหลายครั้งแล้วเมื่อตอนที่คุณปู่ยังอยู่  มันจะปรากฎบ่อย ๆ เหมือนเป็นเงา  ผมจำลักษณะได้  แต่ไม่มีตัวตน

 

ผู้หญิงคนนั้นมายืนข้าง ๆ  บอกว่า "ฉันต้องเอาเจ้ากลับไป"  ผมบอก ไม่ไปด้วย  มันก็พูดซ้ำอีกและพยายามดึงขาผม  ขาจึงไปติดกับขอบปลายเตียง  ผมตกใจตื่น 

 

แปลกมาก  แม้เป็นเพียงความฝันแต่ก็เกิดขึ้นจริง ๆ  ตัวผมร่นไปจนเท้าติดปลายเตียงอย่างในฝัน  แล้วยังเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้า  ผมบอกกับมันว่า "ฉันไม่ไป เพราะฉันเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว"

 

พอพูดคำว่า "ลูกของพระเจ้า" มันก็กลัว  ผมบอกว่า "ฉันเป็นของพระเยซูคริสต์แล้ว"  มันกลัวมากเมื่อได้ยินคำว่า พระเยซู  ผมจังไล่ให้มันไป  นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักใช้พระนามของพระเยซู แม้ จะไม่เคยรุ้มาก่อน  มันล้มลงแล้วลุกเดินลงไปชั้นล่าง  ผมไปปลุกเพื่อนชวนเขามาดู  เขาก็เห็นผู้หญิงนี้เดินออกจากห้องโถงใหญ่ออกไปข้างนอก  พอถึงต้นไม่ใหญ่ก็หายไป

 

แต่นี่ยังไม่จบบทบาทของมัน  มันยังมารบกวนอีกในรูปแบบต่าง ๆ กัน  แต่ผมไม่กลัวแล้ว เพราะรู้ว่าชนะแล้ว  ยิ่งเผชิญกับผลงานของผีและวิญญาณชั่วมากเท่าไร  ผมก็ยิ่งขอบคุณพระเจ้า  เพราะได้เห็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่ขึ้น  เมื่อเชื่อพระเจ้า  ผมรู้ว่ามีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอยู่ภายในที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่อยู่ภายนอก และผมเป็นบุตรของพระองค์  จึงมีสิทธิอำนาจที่จะใช้พระนามของพระองค์เอาชนะฝีวิญญาณชั่ว

 

แม้ ผมจะรู้เคล็ดลับวิธีเอาชนะวิญญาณชั่วแล้วก็ตาม  แต่เมื่อแต่งงานแล้วกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  แม้วิญญาณชั่วทำร้ายผมไม่ได้  แต่มันพยายามไปทำร้ายภรรยาและลูกแทน  นี่เป็นเรื่องใหม่จริง ๆ สำหรับผมซึ่งไม่รู้มาก่อน จึงไม่ได้สนใจ  มาเข้าใจเมื่อลูกสาวอายุได้ 3 ขวบ  ลูกคนนี้มักจะร้องกรี๊ด ๆ แทบทุกคืนนับตั้งแต่เกิดมาจนไม่สามารถปล่อยไว้ลำพังได้  ต้องคอยเอามือโอบกอดหรือวางไว้บนหลังหรือท้องเพื่อลูกจะรู้สึกว่าพ่อแม่อยู่ ด้วย มิฉะนั้นลูกจะนอนไม่หลับ กลัวอะไรบางอย่าง  บางครั้งผมก็ตีลูกเพราะคิดว่าลูกเกเร

 

วันหนึ่ง  เราสามคนพ่อแม่ลูกร้องเพลงอธิษฐานกัน  ขณะที่สรรเสริญพระเจ้า ลูกสาวก็ร้องไห้  ผมแปลกใจมาก  พอสรรเสริญพระเจ้าอีก ลูกก็ร้องไห้อีกและบอกให้หยุดร้องเพลง  ไม่อยากได้ยิน  ผมจึงรู้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ปกติแน่  จะต้องมีอะไรรบกวนลูกแน่  ผมอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยสำแดงให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  พระองค์ก็ตอบและเปิดตาให้ผมเห็นเงาของผู้ที่มารบกวนลูกในรูปแบบต่าง ๆ  บางทีก็เป็นเงามืดปกคลุม  ผมจึงสั่งในพระนามพระเยซูว่า "ไม่ว่ามันจะเป็นใคร  จงไปให้พ้น"  มันก็ไป ๆ มา ๆ  ผมขอพระเจ้าช่วยให้รู้วิธีกำจัดมัน

 

ต่อมา ผมได้พบอาจารย์ อาเธอร์ นีล  ที่เป็นคนช่วยอธิษฐานขับไล่วิญญาณออกจากราชินีแม่มด ดอรีน  ซึ่งมีผีถึง 36 ตัว ออกจากเธอ  อีกครั้งได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่คาร์ดิฟ  ตอนใต้ของประเทศอังกฤษ  ทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้าน  ผมรู้สึกมีอะไรบางอย่างพยายามผลักผมออกไปนอกบ้าน  ผมไม่ได้บอกให้ลูกและภรรยาทราบเพราะเกรงว่าพวกเธอจะตกใจกลัว  เพียงแต่บอกภรรยาให้เอาลูกมานอนด้วย  แต่ลูกอยากนอนห้องเด็กซึ่งมีของเล่นมากมาย  ผมก็ยอมตาม  โดยคอยระวังฟังเสียงลูก 

 

ราวตีหนึ่งลูกก็กรีดร้อง  ผมวิ่งเข้าไปหา  ก็เห็นผี 5-6 ตัวล้อมรอบอยู่  ผมโกรธมาก  อยากสู้กับมัน เลยวิ่งเข้าหามัน มันก็วิ่งไล่  ผลักผมล้มลงตัวแข็งทื่อ กระดุกกระเดี้ยไม่ได้  ผมไม่กลัว แม้จะสู้ด้วยแรงตัวเองไม่ไหว แต่ก็รู้วิธีเอาชนะมัน  แม้ไม่ได้ออกเสียงเลยก็ตาม  ผมพูดในใจว่า "ในพระนามพระเยซูชาวนาซาเร็ธ จงไปให้พ้นเราเดี๋ยวนี้"  ผมเห็นพวกมันเหมือนถูกผลักกระเด้งจนล้ม  จึงวิ่งเข้าไปจะจับ  มันเลยหายตัวไป

 

   

 

วันรุ่งขึ้น เลขานุการของโบสถ์มาเล่าประวัติบ้านนี้ให้ฟัง  ผมจึงบอกว่ารู้แล้ว เพราะเมื่อคืนถูกผีรบกวนใหญ่เลย  บ้านนี้เคยเป็นที่อยู่ของเด็กติดยาและพวกนี้บูชาซาตานและผีในบ้านด้วย  ภายหลังโบสถ์ซื้อบ้านนี้ไว้และพบเทียนเล่มหนึ่ง  ศิษยาภิบาลจึงหยิบเทียบเล่มนั้นปาทิ้งลงทะเลโดยไม่ได้ระมัดระวังตัว  ไม่ได้อธิษฐานขอการคุ้มครองจากพระเจ้าเสียก่อน  ทันทีที่เทียนหล่นลงน้ำ เขารู้สึกเหมือนลมพายุพัดกระโชกเข้าหาตัวรัดคอเขาไว้  จากนั้นก็ไม่สามารถพูดได้อีก  หมอบอกว่าต้องเลิกเป็นนักเทศน์เพราะคออักเสบ แต่เขาไม่ยอม  เขาบอกว่ายังไง ๆ เขาต้องประกาศพระคำพระเจ้า  ปัจจุบันเขายังเป็นนักเทศน์อยู่  ซุ่มเสียงดีขึ้นแล้วเพราะรู้จักวิธีต่อสู้ซาตานดีขึ้น

 

เลขานุการของโบสถ์แปลกใจมากที่เราถูกผีรบกวนเพราะบ้านนี้ได้อธิษฐานถวายพระเจ้าแล้ว  อาจารย์อาเธอร์ นีล ก็ได้อธิษฐานขับไล่แล้วด้วย  ผมบอกเธอว่า "ฟังให้ดีนะ สิ่งที่ผมรู้มาอาจไม่เหมือนกับที่คุณเคยรู้  คุณปู่เคยอธิบายว่าที่ไหนก็ตามที่วิญญาณชั่วอยู่ที่นั่นก็เป็นของมัน  และมันเป็นเจ้าของที่นั่น  มันจะไม่ยอมไปจนกว่าจะมีผู้มีอำนาจมากกว่ามาบังคับไล่มันออกไป  ถ้าคุณขับผีที่อยู่ห้องนี้ออกไปมันจะหนีไปอีกห้องหนึ่งอย่างนี้เรื่อย ๆ ไป  เราต้องขับมันออกไปทีละห้องจนครบทุกห้อง  ในบ้านสะอาดปลอดโปร่งแล้ว จึงถวายบ้านให้พระเจ้า"

 

เธอรีบโทรศัพท์เชิญอาจารย์ อาเธอร์ นีล  เขาถามว่าผมเห็นอะไรบ้าง  ผมจึงอธิบายที่พบเห็น  แล้วอาจารย์ อาเธอร์ นีล ก็อธิษฐานขับไล่  เขาบอกว่า "จริงอย่างที่คุณว่า"  เนื่องจากเขามีของประทานในการสังเกตวิญญาณ  เขาได้เห็นว่ามันหนีออกไปหลบอยู่อีกห้องหนึ่ง  เขาสามารถจำแนกความแตกต่างของวิญญาณชั่ว และอธิบายให้ผมฟังว่าวิญญาณชนิดไหนทำหน้าที่อะไร  เราร่วมกันอธิษฐานขับไล่ และพาพวกเด็ก ๆ ออกไปจากบ้านเสียก่อน  เพราะจำได้ว่าที่สก็อตแลนด์มีการขับไล่วิญญาณชั่ว แต่ทุกคนลืมไปว่ามีเด็กทารกนอนอยู่ในห้อง  ผีจึงเข้าไปสิงเด็ก และฆ่าเด็กตาย  พวกเด็ก ๆ มักจะไว้ต่อพวกวิญญาณเหล่านี้มาก  และถูกโจมตีง่าย เพราะช่วยตัวเองไม่ได้  ผมจึงส่งลูกออกไปอยู่ที่อื่นก่อน  แล้วเริ่มอธิษฐานขับไล่ผีกันจนปลอดโปร่งไปทั้งบ้าน จากนั้นถวายบ้านให้พระเจ้า

 

ก่อนหน้านี้  มีมิชชันนารีหลายคู่ถูกผีทำร้าย  มีคู่หนึ่งบอกว่า ภรรยากำลังท้องลูกอยู่  ไม่รู้ถูกใครตบจนล้มลงแท้งลูกไปเลย  อาจารย์ อาเธอร์ นีล อธิบายให้ฟังว่า  "ถ้าเราถูกวิญญาณชั่วรบกวนบ่อย ๆ  เราสามารถส่งมันไปนรกได้ก่อนถึงเวลากำหนด โดยพระนามพระเยซู"  ผมดีใจที่ทราบเรื่องนี้  และคิดในใจว่าคราวหน้าถ้ามันมาอีกจะต้องจัดการให้เด็ดขาด

 

เวลานั้นผมไปเรียนอยู่ที่ All Nations Bible College  ผมอธิษฐานในใจว่า "พระเจ้าข้า  ถ้ามีวิญญาณชั่วเข้ามาเมื่อไร  ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทราบด้วย"  ผมไม่เคยเอ่ยความคิดนั้นออกมา  ได้แต่คิดในใจเท่านั้น  พวกเราควรรู้ว่า  วิญญาณ ชั่วไม่สามารถรู้อะไรที่อยู่ในใจของเราได้  มันรู้เพียงสิ่งที่เราพูด  สิ่งที่แสดงออกมาเท่านั้น  พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ทุกสิ่งแม้กระทั่งความคิดในใจ

 

คืนหนึ่ง ลูกสาวของผมสะกิดบอกผมว่า "พ่อ พ่อ  นั่นไง  มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าต่าง"  ลูกเห็น  ผมไม่เห็น  ผมจึงอธิษฐานของพระเจ้าทรงสำแดง  แล้วก็เห็นเงาผู้ชายยืนอยู่ที่หน้าต่าง  ผมจึงวางมืออธิษฐานเผื่อลูกสาว และสั่งผีตัวนั้นในพระนามพระเยซูคริสต์ว่า  "นับแต่บัดนี้ไป เจ้าต้องไม่มารวบกวนลูกสาวอีกต่อไป เพราะลูกสาวเป็นของพระเยซู"  ผมปลอบลูกสาว ให้เชื่อมั่นและวางใจในพระเจ้า  ไม่ต้องกลัวอะไร  ขอให้หลับเสีย  แต่ลูกก็ไม่หลับ  ยังนอนลืมตาจ้องผู้ชายคนนั้นเดินออกไปจากบ้าน  ลูกถามผมว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร  ผมอธิบายว่า เป็นคนไม่ดี  แต่ต่อไปนี้ลูกไม่ต้องกลัว  เพราะมันรบกวนลูกอีกไม่ได้  ลูกมีพระเยซูที่มีอำนาจเหนือมัน  ลูกจะปลอดภัยจากผี วิญญาณชั่ว  นับจากนั้นมา ลูกของผมก็ไม่ถูกรบกวนอีก

 

ผมสอนลูกว่า ให้จดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้  และวันข้างหน้า เมื่อมีลูกมีหลานถูกวิญญาณชั่วรบกวน  ก็ให้ทำอย่างเดียวกับที่พ่อทำในวันนี้

 

อีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรทราบก็คือ  ถ้าคุณไม่อยากถูกวิญญาณชั่วรบกวน  ก็อย่าไปพูดถึงมันมาก  บาง คนชอบยกย่องมารร้ายว่ามันเก่งอย่างโน้นอย่างนี้  รู้อย่างนี้ อย่างโน้น  ที่จริงมันไม่ได้เก่งหรือรู้ไปหมดทุกอย่าง  อาศัยพวกมากเท่านั้นเอง  เราไม่ต้องยกย่องชมเชยความสามารถของมัน  ไม่ต้องเอ่ยถึงมัน  เรา ควรอธิษฐานกับพระเจ้าเสมอ  สรรเสริญพระเจ้า  ยกย่องพระเจ้า  พระองค์จะอยู่ด้วยกับเรา  ยิ่งเราพูดถึงพระองค์  สรรเสริญพระองค์มากเท่าไร  พระวิญญาณของพระเจ้าจะใกล้เรามากขึ้นเท่านั้น  ทำให้เราเข้มแข็ง

 

คนไทยเรามักกลัวผี  ที่กลัวก็เพราะชอบพูดถึงผี  ยิ่งพูดเราก็จะรู้สึกว่ายิ่งถูกรบกวน  ถูกกดดัน  ถ้าเราเลิกพูด หันมาพูดเรื่องพระเจ้า  วิญญาณชั่วก็จะพ่ายแพ้เรา เพราะมันแพ้พระเจ้า

 

เมื่อถูกวิญญาณชั่วรบกวน  เราไม่ต้องอธิษฐานขอพระเจ้าช่วย  แต่เรามีอาวุธที่พระเจ้าให้แล้ว  คือ  สั่งขับผีได้เลย 

"ในพระนามพระเยซูคริสต์ ชาวนาซาเร็ธ  จงไปให้พ้น"

 

เมื่อภรรยาของผมทำงานอยู่เวรกลางคืนในโรงพยาบาล  คืนหนึ่ง เธอเห็นเงาผู้ชายเคลื่อนเข้าใกล้  โดยมีวัตถุบางอย่างอยู่ในมือ  และพยายามจะเอาสิ่งนั้นมาโปะหน้าของเธอ  พอเธอเห็นมันเข้าใกล้  เธอตะโกนร้อง "พระเยซูช่วยด้วย"  มันก็หายตัวไป  สักครู่มันก็ไปหาอีกคนหนึ่ง  เขาก็ร้อง "พระเยซูช่วยด้วย"  มันก็หายไปอีก  แล้วมันก็กลับมาหาภรรยาของผมอีก  กลับไปกลับมาอยู่นั่นแหละ  หนัก ๆ เข้า  เธอนึกขึ้นได้ว่าผมเคยสอนว่าไม่ต้องขอความช่วยเหลือ  แต่ให้ใช้สิทธิอำนาจในพระนามพระเยซูคริสต์  เธอทำตาม  วิญญาณนั้นก็หายไปจริง ๆ  ไม่มารบกวนอีก 

 

วิญญาณชั่วเป็นเหมือนหมา  ถ้าเรากลัวมัน  มันจะเข้ามากัด  

ผมเรียนรู้เรื่องนี้จากหมอเฮนรี่  อาจารย์ที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมกรุงเทพฯ  เราไปประกาศข่าวประเสริฐด้วยกัน  เราร้องเรียกให้คนเข้ามาฟังพระคำพระเจ้า มีใครมา  มีแต่หมาวิ่งไล่  จนผมต้องวิ่งหนีไปรอบหมอเฮนรี่  ในที่สุดท่านก็ไล่มันไป  ท่านบอกว่าผมขาดความเชื่อ  ผมถามว่ารู้ได้อย่างไร  ท่านบอกว่าไม่ใช่ท่านรู้คนเดียว  หมามันก็ยังรู้  ผมจึงได้คิด  หมารู้ว่าใครกลัวมัน  ท่านบอกว่าถ้าคิดว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่น้อยกว่าละก็ อย่าเชื่อพระองค์เลย    ถ้าเชื่อว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่า ค่อยเชื่อ  จากนั้นผมไม่เคยกลัวอีกเลย

 

วิญญาณชั่วเช่นกัน  มันรู้ว่าใครกลัวมัน  ซาตานเหมือนสิงห์คำราม คอบจับจ้องคนที่มันจะกัดกินได้  มันทำให้คนกลัว  ตกใจ หดหู่  แต่อย่าลืมว่าเรามีสิทธิอำนาจเหนือมัน  เพราะเราเป็นคนของพระเยซูคริสต์  เราต้องรู้วิธีใช้สิทธิอำนาจนี้

 

ดอรีน ราชินีแม่มด ที่ กลับใจมาเชื่อพระเยซู เล่าให้ฟังว่า  ที่เธอกลับใจเพราะเธอรู้ว่าพระเยซูมีอำนาจเหนือมารซาตาน  ตอนก่อนเชื่อพระเจ้า เธอเคยได้ยินคริสเตียนอธิษฐานสรรเสริญพระเจ้า  เธอรู้สึกเกลียดชัง ไม่พอใจ  และอยากจะทำร้ายพวกนี้  ดังนั้น  เวลามีคริสเตียนเดินผ่านบ้าน  เธอจะส่งผีทำร้าย แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ ที่เชื่อพระเจ้า  ผีกลับมาหาเธอด้วยความผิดหวัง เพราะมันแตะต้องคริสเตียนไม่ได้เลย แม้ว่าคนที่เชื่อนั้นเป็นเพียงเด็กเล็ก ๆ  เธอจึงคิดได้ว่าพระเยซูต้องมีฤทธิ์อำนาจมากกว่าซาตาน  เธอจึงหันมาหาพระเยซูคริสต์เพื่อปลดปล่อยเธอจากอำนาจของมารซาตาน  ดังนั้น เราที่เป็นลูกของพระเจ้าจึงไม่ต้องกลัวผีมารซาตานอีกแล้ว

 

ศจ. สมศักดิ์  ชูสงฆ์

จากหนังสือ พระคริสต์พิชิตซาตาน

สำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร

ที่มา : www.christiansiam.com

 
คำพยานชีวิต-หญิงสาวเหงาๆ กับ ชีวิตที่เปลี่ยนไป เมื่อพบกับพระเจ้า ทำให้มีวันใหม่ที่สดใสกว่าเมื่อวาน PDF Print E-mail
nuchananชีวิตในครอบครัว วัยเด็ก-วัยรุ่น

ตอนเด็กๆฉันอยู่กับพ่อแม่และพี่ชายที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จำได้ว่าเราสี่คนมีความสุขกันมาก แต่แล้วพออายุได้ 5 ขวบ ครอบครัวก็มีปัญหา จึงทำให้เราสี่คนไม่ได้อยู่ด้วยกัน ฉันต้องไปอยู่กับป้าที่กรุงเทพ ส่วนพี่ชายก็อยู่กับปู่ย่าที่ฉะเชิงเทรา ช่วงเวลาที่อยู่กับป้า ฉันไม่มีความสุขเลยเพราะไม่มีใครดูแล ได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างพี่น้อง และที่ สำคัญไม่มีใครจะคุยด้วยก็เลยทำให้ ชอบคุยกับท้องฟ้า และปัญหาของพ่อแม่เราก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ เลยถามท้องฟ้าว่าพ่อแม่หนูหายไปไหน เมื่อไหร่เขาจะกลับมา ถึงแม้ว่าฉัน จะไม่ได้ยินคำตอบแต่ฉันก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นเมื่อได้พูดคุยกับท้องฟ้า และนั่นทำให้ฉันชอบคุยกับท้องฟ้าเรื่อยมา ..
 

หกปีต่อจากนั้นพ่อกับแม่ก็กลับมาและเราสี่คนก็ได้มาอยู่ร่วมกันเหมือนเดิม ฉันดีใจมาก วันนั้นเป็นวันที่ฉันมีความสุขมาก หลังจากที่เฝ้ารอมาหกปี และวันนั้นก็เป็นวันสุดท้ายที่มีความสุขเช่นกัน เพราะพ่อกับแม่ทะเลาะกันตลอดและไม่ได้ให้ความดูแลฉัน กับพี่ชายเหมือนเมื่อก่อน และฉันกับพี่ชายเองก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกันเหมือนตอนเด็ก และนั่นก็ทำให้ฉันไม่มีใครจะคุยด้วยอีกเช่นเคย ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวจึงไม่มี เวลาส่วนใหญ่ฉันจะชอบอยู่กับเพื่อนมากกว่า



ฉันได้รู้จักกับเพื่อนมากมายหลายกลุ่ม แล้วฉันก็ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ใช้ยาเสพติด ชีวิตในตอนนั้นเรียกได้ว่า "สนุกสุดๆ" ฉันลุ่มหลงมาก และมองว่าสิ่งนั้นดี รวมทั้งผู้คนรอบข้างฉันก็มองว่าพวกเขาดีและจริงใจ ฉันเองก็ยังมีแฟนมากมายและในเวลาเดียวกัน ก็มีปัญหามากเช่นกัน ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยยิ่งใช้ยามากขึ้น ฉันอยากจะให้ปัญหาหมดไป "ใครก็ได้ช่วยฉันที!!!" นั่นคือคำที่ฉันนึกถึงในตอนนั้น แล้วฉันก็เลยเข้าวัดไปบวชชีพราหมหวังว่าจะได้รับบุญกุศลเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี ช่วงเวลาที่อยู่ในวัดนั้น โอ้โห...ชีวิต เหมือนสงบเหลือเกิน แต่ในใจนั้น ก็ยังมากไปด้วยปัญหา และก็ไม่รู้จะทำยังไงอีกเช่นกัน จะเรียกว่า หนีปัญหาก็ได้ พอบวช ปัญหาก็แก้ไม่ได้แถมยังคงใช้ยาอีกเหมือนเดิม ช่วงขณะที่ใช้ยาก็ได้รับความสุขจากตัวยาแต่ภายในใจก็ยังมีปัญหา และยิ่งทุกข์เข้าไปอีก ก็เลยไปบวชอีก ชีวิตในตอนนั้นก็เป็นอยู่อย่างนี้

รวมแล้วฉันบวชไป 5 ครั้ง ในช่วงเวลา 2 ปี



เวลาผ่านมาถึงวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2001 หรือ พ.ศ. 2544 ฉันและกลุ่มเพื่อนได้ถูกจับในคดีปาร์ตี้ยาอี ชีวิตหลังจากถูกจับ ก็เปลี่ยนไป เพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกันบางกลุ่มก็ไม่คบด้วย และญาติพี่น้องบางคนก็ไม่ให้เข้าบ้าน แต่เหตุการณ์เหล่านั้น ก็ไม่ได้ทำให้ฉันหยุดใช้ยา ฉันยังคงใช้ยาและเที่ยวอยู่เหมือนเดิม แต่ละครั้งก็ใช้ยามากขึ้นๆและฉันก็ได้พบกับปัญหาต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องการเรียน เรื่องเพื่อน และเรื่องแฟน



จนกระทั่งวันนึงฉันได้นั่งอยู่ข้างเตียงมองออกไปนอกห้อง มองท้องฟ้าแล้วพูดคุยเหมือนอย่างที่ฉันเคย ทำไมชีวิตถึงเป็นแบบนี้ ฉันไม่อยากเป็นแบบนี้เลย แต่จะทำยังไงดีล่ะมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ นอกจากตายแล้วเกิดใหมฉัน เลยคิดอยากที่จะตาย แต่ฉันยังไม่รู้เลยว่าตายแล้วจะไปไหน ถ้าตายแล้วจะตกนรกไหม ฉันจึงไม่กล้าฆ่าตัวตาย ทบทวนชีวิตที่ผ่านมาว่าทำไมฉัน ยังไม่มีความสุขที่แท้จริง นั่งนึกถึงที่ว่าไปบวช นั่งสมาธิ แต่ทำไมในใจฉันยังเต็มไปด้วยความทุกข์และยังกลับมาทำตัวแบบเดิมๆอยู่ และฉันก็คิดได้ว่าการเข้าวัด ทำบุญและบวช ไม่ได้ช่วยอะไรฉันได้เลย ไม่ทำให้ฉันมีความสุขที่แท้จริง แล้วฉันจะต้องใช้ยา ไปอีกสักเท่าไหร่ถึงจะพอ ตอนนั้นฉันสิ้นหวังมากบอกกับท้องฟ้าว่าใครก็ได้ที่กำลังมองเห็นฉันอยู่ช่วย พาออกไปที ไม่อยากอยู่อย่างนี้แล้ว บวชก็แล้ว ทำบุญก็เยอะ แต่ทำไมผลบุญที่ทำ ทำไมชีวิตไม่เห็นดีขึ้นเลย ในตอนนั้นฉันก็พูดออกไปโดยที่ไม่คิดว่าจะเป็นจริง

 

วันที่รู้ว่าใครคนนั้นอยู่เหนือท้องฟ้า

จากที่แม่ไม่สนใจฉันเลยกลับมาหาฉันแล้วถามว่าจะมาอยู่กับแม่ไหม ฉันตอบทันทีเลยว่าไป แต่กว่าจะได้ไปอยู่กับแม่จริงๆ ฉันปฏิเสธการเดินทางไป 2 ครั้ง เพราะเมื่อถึงเวลาฉันก็ทำใจไม่ได้ แต่ในที่สุดฉันก็ได้มาอยู่กับแม่ที่เชียงใหม่ ในตอนนั้น ฉันคิดว่าจะทำงานแล้วเรียนนอกเวลา แต่บังเอิญฉันก็ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงราย

 nuchanan2ฉันก็ได้รู้จักกับกลุ่มเพื่อนชมรมคริสเตียน ตอนแรกที่เข้าชมรมนี้ไม่ได้ต้องการรู้จักคริสเตียนแต่เห็นว่ามีไปบริจาคของให้ กับเด็กๆด้วย ก็เลยเข้าชมรมนี้ และชมรมอื่นก็เต็มหมดแล้วด้วย ก็ได้ทำกิจกรรมร่วมกันหลายๆอย่าง ได้เห็นว่าพวกเขามีความรักที่จริงใจต่อกัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ในตอนนั้นทุกๆคนดีกับฉันมากทั้งๆที่ฉันก็เย่อหยิ่งใส่พวกเขาและมองด้วยสายตา ที่ดูถูก เพราะฉันคิดว่าตัวฉันนั้น ดีกว่าพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังปฎิบัติดีกับฉัน ยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


จากตรงนี้เองจึงทำให้ฉันอยากรู้ว่า พระเยซู ที่พวกเขายืนร้องเพลงสรรเสริญ พระเยซูที่พวกเขาบอกว่ารักเรานั้น เขาสอนอะไร พวกเขากลับบอกว่า พระเยซูคือพระเจ้ พระเจ้าสร้างโลก สร้างมนุษย์ พระเยซูตายแทนเราที่ไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปแทนเรา ฉันสนใจมากเพราะมีคำตอบที่ว่า พระเจ้าสร้างโลก แล้วฉันก็ให้เธอเล่าถึงเรื่องราวและความจริงของพระเยซูคริสต์

เรื่องราวที่เธอเล่านั้นเป็นเรื่องที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน และทำให้ฉันรู้เลยว่า ฉันและหลายๆ คนนั้น กำลังเข้าใจพระเยซูคริสต์ผิด นี่ไม่ใช่ศาสนา แต่นี่คือความจริงของชีวิต นี่คือเรื่องที่ทุกคนต้องทราบ แล้วฉันก็ได้รับหนังสือจากเพื่อนมาอ่านต่อที่ห้องพัก ชื่อว่า "จะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร" ฉันอ่านๆ ไปก็ยิ่งมั่นใจเลยว่าพระเยซูคือพระเจ้าจริงๆ และพระเยซูก็คือคุณท้องฟ้าที่ฉันพูดคุยด้วย



ฉันนั่งทบทวนเหตุการณ์ในชีวิตที่มันไม่น่าจะผ่านมาได้ นั่นต้องมาจากการดูแลของคุณท้องฟ้าที่ฉันพูดคุยด้วยตลอด ฉันอยากจะตาย แล้วมีชีวิตใหม่ แต่พระเยซูคือพระเจ้า พระเยซูสามารถให้ชีวิตใหม่กับฉันได้โดยที่ไม่ต้องตาย เพียงแค่พูดต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต ยอมให้พระองค์จัดการกับชีวิตและนำในทุกๆเรื่องเท่านั้นเอง ฉันก็คิดว่าชีวิตฉันมันไม่มีไรจะต้องเสียอีกแล้ว ถ้าสิ่งที่ฉันกำลังจะทำนั้น คือการถูกหลอก 

   

 

ฉันตัดสินใจต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต ขอโทษพระองค์กับความบาปทุกอย่างและขอให้พระองค์ทรงนำฉันในทุกๆเรื่อง หลังจากที่ฉันพูดนั้นก็เกิดความรู้สึกที่มหัศจรรย์มากเข้ามาในหัวใจและใน ความคิดของฉันอย่างที่ฉันไม่เคยรู้สึกและสัมผัสมาก่อน จะเรียกว่า ความสุขที่แท้จริง อย่างสันติก็ว่าได้ ช่วงเวลานั้นเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาทีและหลังจากที่ฉันพูดจบ ฉันเหมือนเป็นคนใหม่จริงๆ

 

สิ่งที่พระเจ้าเปลี่ยนแปลง

จากวันที่ฉันได้รับพระเยซูคริสต์เจ้าเข้ามาในชีวิต ชีวิตฉันก็ดีขึ้นทุกวันๆ จนบอกได้ว่า เหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ ปัจจุบันนี้เป็นเวลา 6 ปี แล้ว เวลา ที่ผ่านมานั้นทำให้ฉันมองเห็นถึงชีวิตที่แท้จริงของคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ ฉันเองผู้หญิงคนนี้ คนที่เคยกินเหล้า เมายา คนที่โลกเกลียดชัง ไม่มีใครอยากคบด้วย ในปัจจุบันนี้ ด้วยการทำงานของพระเยซูคริสต์ ฉันได้เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่งงานมีครอบครัวที่น่ารักมากๆ อาศัยอยู่ต่างประเทศ ฉันและสามีร่วมกันทำบริษัทเล็กๆ เกี่ยวกับไอที ฉันมีชีวิตใหม่แล้ว ฉันได้พบแล้วกับความรักที่แท้จริง และได้พบแล้วกับคำตอบว่า ใครสร้างโลก สร้างมนุษย์ และทราบแล้วว่า ตายไปแล้วจะไปไหน คำตอบนั้นมีอยู่ในพระเยซูคริสต์เจ้า ชื่อที่ใครหลายคนไม่ชอบ และชื่อที่ใครหลายคนยังเข้าใจผิดอยู่มาก

 

"เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว
สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น"
[2 โครินธ์ 5:17]

 

กับชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น และเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ก็ทำให้ฉันได้รู้ว่าพระเยซูทรงเฝ้ามองฉันอยู่และ ดูแลฉันตลอด และแม้ว่า ฉันจะทำบาปอย่างมากมายแต่พระองค์ก็ให้อภัยฉันด้วยความรักของพระองค์ นำฉันมารู้จักกับพระองค์ และพระเยซูก็รักพวกคุณเช่นกัน ถึงแม้ว่าพวกคุณจะยังไม่รู้จักพระองค์ก็ตาม พระเยซูทรงเฝ้าดูแลคุณตลอดเวลา และรอคอยให้คุณกลับไปหาพระองค์ มีความรักมอบให้ เป็นความรักโดยปราศจากเงื่อนไข ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

นุชนันท์ จันทร์ประเสริฐ (สมา์ท) 

 
คำพยานชึวิต นพ. ภากร : ข้อความ PDF Print E-mail
Wednesday, 10 December 2008 10:53
ข้าพเจ้าเป็นคริสเตียนคนเดียวในครอบครัว เป็นคริสเตียนคนเดียว ท่ามกลางผู้คน ที่ไม่รู้จักพระเจ้า
Last Updated on Saturday, 13 December 2008 14:52
 


 

สำรวจความเห็น

สำรวจผู้เข้าชมเว็ป GraceZone
 

ประชาสัมพันธ์