Home คำพยานชีวิต-บทความ

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1528
mod_vvisit_counterYesterday3797
mod_vvisit_counterThis week30014
mod_vvisit_counterThis month17696
mod_vvisit_counterAll (since 19Jan2009)2107350

Who's Online

We have 116 guests online

Alexa

คำพยานชีวิต-ข้อความ
ผมกำลังคิดจะไปฆ่าตัวตาย PDF Print E-mail
Sunday, 23 October 2011 22:27

ประมาณ ปี 2001 ในเช้าวันอาทิตย์ก่อนเข้าโบสถ์ ข้าพเจ้ามีโอกาสประกาศกับชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 30 ปี  แต่เขาไม่สนใจ ข้าพเจ้าจึงบอกกับเขาว่า 1วันมี 24 ชม. ใน1ปี จะมี 8,000 กว่าชั่วโมง ผมขอเวลาคุณแค่ 2 ชั่วโมง ลองเข้าไปโปสถ์ด้วยกัน ถ้าพระเจ้าดี จะเปลี่ยนชีวิตคุณทั้งชีวิต เหมือนที่พระองค์เปลี่ยนชีวิตผม แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณก็แค่เสียเวลาแค่ 2 ชั่วโมง เหมือนดูหนัง 1 รอบ เท่านั้นเอง

เขาตัดสินใจเดินเข้าโบสถ์กับผม นมัสการพระเจ้า และฟังเทศนา  หลังจากนั้น เขาได้เดินออกไปต้อนรับพระเยซู เข้ามาในชีวิต

หลังจากนั้นเขาก็มาโบสถ์สม่ำเสมอ เรียนรู้การอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ เรียนพระคัมภีร์ เข้ากลุ่มพัฒนาชีวิต และพระเจ้าก็ได้เปลี่ยนแปลงเขามากมาย อวยพรการงาน เขาได้คู่พระพรและแต่งงานในโบสถ์ และปัจจุบันมีลูกชาย 1 คน อายุประมาณ 9 ขวบ

วันหนึ่งเขาเดินมาหาผมและบอกว่า "ขอบคุณพี่ ที่ชวนผมมาโบสถ์  พี่รู้มั้ยว่าวันนั้นผมกำลังคิดจะไปฆ่าตัวตาย เพราะมีปัญหามากมาย ทั้งปัญหาการงาน และปัญหาภายในครอบครัว" และเขาพูดกับลูกชายว่า "ต้องขอบคุณลุงคนนี้ ที่ชวนพ่อมาโบสถ์ เมื่อสิบปีที่แล้ว และทำให้พ่อมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมากมาย"

หมายเหตุ ความชื่นใจของนักชวนคนมาโบสถ์หรือนักประกาศ เกิดขึ้นเมื่อเขาได้เห็นคนมากมายได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับสิ่งดีมากมายจากพระเยซูคริสต์ และได้รับของขวัญที่ประเสริฐสุด คือ ความรอด ในพระเยซูคริสต์


สงกราณ .... ผู้เขียน คำพยานจากเรื่องจริงในชีวิต
Last Updated on Sunday, 23 October 2011 22:58
 
"พ่อโต๋-ศักดิ์สิทธิ์” นคร เวชสุภาพร ในนครของพระเจ้า PDF Print E-mail
Sunday, 23 October 2011 06:16

ชายคนเดียวกันนี้ คนรุ่นหนึ่งเรียกเขาว่า “พี่ต้อง แกรนด์เอ็กซ์” แต่คนยุคนี้รู้จักเขาในนาม "พ่อโต๋-ศักดิ์สิทธิ์”

ชายคนเดียวกันนี้ผูกพันกับดนตรีมาทั้งชีวิต แล้วยังถ่ายเลือดศิลปินเต็มขั้นให้กับลูกชายคนเก่ง เขาเรียกพรสวรรค์ทางคีตศิลป์นี้ว่า "ของขวัญจากพระเจ้า"

หากร้องเพลงรักในซีเมเจอร์ “แอบรักเธออยู่ในใจ เก็บหัวใจไว้ที่เธอ…” ได้จนจบเพลง คงไม่ต้องบอกว่า นคร เวชสุภาพร เป็นใครหนอ?

แต่คนที่เกิดมาช้าไปสักหน่อย คงอยากจะสัมผัสตัวตนผู้ชายคนนี้ มากกว่าเป็นผู้ให้กำเนิดศิลปินหนุ่มหน้าใสแก้มป่อง “โต๋-ศักดิ์สิทธิ์”

อดีตหนุ่มฮฮตแห่งวงการเพลงสตริงเมืองไทย ผู้มีส่วนสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับวงดนตรีรุ่นเก๋า "แกรนด์เอ็กซ์" วงดนตรีแบบสตริงที่มีค่าตัวแพงที่สุดในยุคนั้น เรียกเสียงกรี๊ดและชื่นชมจากแฟนเพลงวัยรุ่นไทย จนยอดคนดูคอนเสิร์ตแน่นเอี้ยดทุกรอบด้วยชั้นเชิงดนตรีขั้นเทพ

ก่อนที่ “ต้อง แกรนด์เอ็กซ์” จะก้าวมาเป็นศิลปินชื่อเสียงโด่งดัง ผู้ชายคนนี้คลั่งไคล้ดนตรีมาตั้งแต่อายุ 15-16 ปี โดยเลือกเล่นกีตาร์ ซึ่งมีราคาแพงและฝึกเล่นได้ยาก แต่หัวใจของหนุ่มน้อยก็ส่งเสียงว่า มันเป็นเครื่องดนตรีที่อยากจะเล่นมากที่สุด เพราะอารมณ์ "ติสท์" รู้สึกชอบอย่างไม่มีเหตุผล หรือ พระเจ้าประทานให้ก็เป็นได้

จากเด็กหนุ่มเล่นกีตาร์โซโลคนเดียว ก็ชักชวนเพื่อนๆ วิทยาลัยบพิตรพิมุขมาร่วมก๊วนตั้งวงดนตรีจนคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศ และขวัญใจสื่อมวลชนจากเวทีประกวดดนตรีสตริงคอมโบมานอนกอด แล้วออกเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตด้วยสไตล์เฮฟวี่ร็อก บ้างเปลี่ยนแนวเป็นป๊อปปูล่ามิวสิก จนกระทั่งออกอัลบัมถึง 19 ชุดทั้งแนวดิสโก้และเปลี่ยนสไตล์ดนตรีที่หลากหลาย

ในนักวิจารณ์เพลงหลายสำนัก ยกย่องว่าแกรนด์เอ็กซ์ไม่มีขีดจำกัดในการสร้างผลงาน และทุกเพลงที่กลั่นออกมานั้นเป็นงานเพลงบริสุทธิ์ ไม่มีพิษไม่มีภัยกับนักฟังทุกเพศทุกวัย เนื้อหาและดนตรีสวยงาม ฟังสบายหู โดยเฉพาะการเรียบเรียงดนตรีให้เพลงมีสีสันแพรวพราวน่าฟัง

หัวหน้าวง บอกว่า ความสำเร็จที่เกิดกับแกรนด์เอ็กซ์เมื่อสามสิบปีก่อน ล้วนเกิดจากความพิถีพิถันในผลงานทุกชิ้น รวมถึงความประณีตในการแต่งเพลง เล่นสด บันทึกเสียง มิกซ์เสียง เพื่อให้งานเพลงมีคุณภาพมากที่สุด และก่อนแสดงทุกครั้งพวกเขาจะซ้อมดนตรีกันหนักหน่วง เพื่อให้การเล่นคอนเสิร์ตสนุกสนานเต็มที่สามารถสะกดใจผู้ชม และสร้างเสียงตอบรับที่ดีได้

อีกทั้งการวางตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับแฟนเพลง ซึ่งพวกเขามีแนวคิดกันว่า คนที่สนับสนุนแกรนด์เอ็กซ์จริงๆ ไม่ใช่พวกแฟนเพลงเด็กๆ แต่คือพ่อแม่ของพวกเขาต่างหาก สมาชิกทุกคนจึงต้องช่วยเตือนน้องๆ ในเรื่องการเรียน และทำตัวให้พ่อแม่รู้สึกวางใจแกรนด์เอ็กซ์

เมื่อหนทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ชะตากรรมของแกรนด์เอ็กซ์จึงต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการถอนตัวของนักดนตรีที่อาจทำให้ผลงานสะดุด นคร ในฐานะหัวหน้าวงพยายามหาทางออกให้กับปัญหาด้วยวิถีศิลปิน

"บางครั้งเมื่อปัญหาเข้ามา ต้องไปดูว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร เราต้องเคารพการตัดสินใจของเพื่อน หากจะเปลี่ยนคน เปลี่ยนตำแหน่ง ให้มองเป็นเรื่องปกติ เราก็พยายามหาเด็กใหม่เข้ามา จะทำตัวเป็นแมวมองไปดูการแสดงของเขา แล้วคิดว่าชอบ เล่นดี ก็ชวนมาซ้อมด้วยกัน ให้ถือเป็นการสะสมประสบการณ์ไปในตัว ส่วนธุรกิจก็ทำให้เป็นไปตามขั้นตอน และใช้หลักการความเป็นเพื่อน ความรักของเพื่อนและความจริงใจ เข้าแก้ปัญหา อะไรผ่านได้ คุยกันได้ ปัญหาก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี"

พระเจ้าเปลี่ยนชีวิต

กำลังโลดแล่นในแสงสีเสียงนานกว่าสิบปีอยู่ดีๆ ชีวิตของชายหนุ่มผู้พลิกตำนานวงการเพลงสตริงเมืองไทย ก็ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง จากผู้นำความสนุกสนานรื่นเริงมาเป็นผู้นำสันติสุขนิรันดร์ เมื่อเข้ามาสู่บ้านของพระเจ้า

นครเล่าถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากพุทธมาเป็นคริสต์ เกิดจากภาวะรุมเร้ารบกวนจิตใจ จากกรณีพ่อป่วยนอนอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนแม่ป่วยก็เป็นมะเร็ง ตัวเขาเองก็มาเป็นภูมิแพ้ เช่นเดียวกับลูกชายทั้งสองคน คือโต๋ และเต๋-พรรศักดิ์

วันหนึ่งมีคนมาพูดเรื่องพระเยซูให้เขาฟัง ว่าพระองค์ช่วยได้ไม่ว่าปัญหาอะไร

“ด้วยความที่ไม่รู้จะไปหาใครอีกแล้ว ก็ลองที่บ้านเราเองเลย ไม่ได้ไปที่โบสถ์หรือทำพิธีอะไร เพราะยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จักอะไรเลย แต่ก็ลองพูดบอกกับท่านไปเฉยๆ พูดอยู่คนเดียว พูดในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากที่สวดมนต์ตามปกติ ก็พูดว่าถ้าพระเยซูมีจริงอย่างที่เขาพูดกัน ก็อยากรู้จัก ลองขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดู ด้วยความรักความหวังดีกับลูกและแม่ของเรา อยากให้พวกเขาหายจากความเจ็บปวด”

นคร ยังไม่ลดละที่แสวงหาทางออก เขาเหลือบไปเห็นพระคัมภีร์ (ไบเบิ้ล) เชื่อว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้าอยู่ข้างเตียง เขาจึงตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาอธิษฐาน แล้วสุ่มเปิดขึ้นมาจำได้ว่าหน้านั้นคือ ลูกา เล่าเรื่องตามหาแกะที่หายไปเพียง 1 ตัวจาก 99 ตัว แล้วแสดงความดีใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อหาเจอ แล้วบอกใครต่อใครว่าเจอแล้ว

“ใจความตรงนี้ทำให้รู้สึกราวกับว่า นี่คือสิ่งที่พระองค์กำลังบอกว่าเราคือ คนบาปที่หลงหายไปของพระองค์ เป็นเหรียญที่หล่นหาย เป็นแกะหลงที่พระเจ้าหาเจอ แล้วได้กลับมาเป็นลูกของพระเจ้า ในใจรู้สึกอย่างนี้เลย เนื้อหาและคำต่างๆ เหล่านั้นมันตรงเข้าไปสู่ใจเรา เกิดความรู้สึกปีติ มันซาบซึ้งเข้าไปข้างใน จนน้ำตาไหลซึมออกมา”

ในครั้งนั้น มีคนชวนให้ทดลองไปที่คริสตจักรใจสมาน เขาไม่รีรอที่จะก็ลองเข้าไปเชื่อและเข้าไปอยู่ในคริสเตียน แล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด ช่วยทำให้อาการป่วยทั้งหลายของตัวเขาเองและคนรอบข้างมลายหายเป็นปลิดทิ้ง

เขารู้ว่าศาสนาพุทธช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริง แต่อาจมีจริตไม่ตรงกัน ทำให้ยังไม่ได้คำตอบของชีวิต

ขณะที่เขากลับค้นพบความจริงว่า พระเยซูทรงมีตัวตนจริง สามารถมองเห็นด้วยตา และรับรู้ได้ด้วยจิตใจ คือรู้มาจากข้างใน จากจิตวิญญาณ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าพระองค์จะช่วยแบ่งเบาภาระได้ ทั้งยังบอกเป้าหมายแห่งชีวิต ทำให้รู้คำตอบที่ว่าเกิดมาในโลกนี้ทำไม

เมื่อเข้าไปศึกษาคำสอนในไบเบิ้ลมากขึ้น ยิ่งเรียนมาก ยิ่งรู้มาก ทำให้ใกล้ชิด สนิทกับพระเจ้า เกิดเป็นศรัทธาอันยิ่งใหญ่ เกิดสันติสุขในใจ จนมั่นใจได้ว่าตัวเราจะไปไหน และชีวิตเป็นนิรันดร์ ความตายไม่ใช่สิ้นสุด แต่เป็นต้นกำเนิดชีวิตใหม่

“ยิ่งศึกษายิ่งเห็นความจริงว่ามนุษย์เป็นคนบาป ช่วยตัวเองไม่ได้ พระเจ้าจึงมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระเยซู เพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ ส่วนมนุษย์ก็มีสิทธิ์เป็นผู้รับ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เราแค่เอาส่วนที่เป็นของเรามาทำประโยชน์ ทำงานเพื่อรับใช้พระเจ้า”

นครบอกว่า การเข้าถึงพระเยซูคริสต์ ทำให้โลภน้อยลง เพราะรู้ว่าชีวิตมาอยู่เพียงชั่วคราว จึงไม่ยึดติดกับกิเลส ลาภ ยศ เพราะพวกมันไม่จีรัง ทุกคนมาทำงานเพื่อพระเจ้า เมื่อเสร็จการงานหน้าที่แล้ว ก็จะกลับไปอยู่กับพระเจ้า ทำให้มีความสุขที่จะอยู่กับผู้คนมากกว่า เพราะการอยู่ร่วมกันสอนให้รู้จักการให้อภัย เมตตา เหมือนพระเจ้ารักมนุษย์ทุกคน และอยากให้พ้นทุกข์

เขาเล่าต่อว่า ได้รู้ถึงพระองค์ระดับหนึ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ชนิดวันต่อวัน และยิ่งเปลี่ยนยิ่งเข้าใจแก่นแท้ว่า ชีวิตเป็นเพียงวิญญาณ ที่เห็นในกระจกนั้นเป็นตัวปลอม ตายแล้วก็ฝังลงดิน แต่วิญญาณของเราเป็นพันธนาการ ไปสู่สวรรค์สถาน ซึ่งจะรับร่างกายที่ไม่ทุกข์ ไม่มีบาปในรูปของกายทิพย์

“เชื่อในลักษณะนี้ทำให้มีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น มองไปถึงนิรันดร์ ที่ตั้งอยู่ในระยะไกล มองทะลุ หรือมองข้ามชอตไปถึงอนาคต จิตวิญญาณที่เชื่อในพระเจ้า จะสอนในสิ่งที่ถูกที่ควร ทำให้รู้จักรัก เสียสละ ขยันทำงาน แต่ไม่โลภ ไม่เอาเปรียบ ไม่อิจฉา ไม่คิดเคียดแค้น คิดว่าบาปนั้นเป็นศัตรู เราจึงไม่ทำสิ่งที่เป็นบาป อดทนได้มากขึ้น เห็นแก่ตัวน้อยลง หรือไม่ใช้สิ้นเปลืองมาก คริสต์ไม่ได้สอนให้หลุดพ้น แต่ทำให้พอเหมาะ เน้นไปทางชีวิตปกติ ธรรมชาติทั่วๆไป”

ผลจากความสบายใจ อบอุ่นใจทำให้ นคร สร้างวิถีชีวิตที่มีอิทธิพลต่อคนรอบข้างได้ และยังเผื่อแผ่ให้ผู้อื่น เช่นเวลาเพื่อนโมโห ก็บอกให้รู้จักอภัย อธิบายให้เป็น ทำให้เป็นธรรมชาติ แล้วจิตใจก็จะเปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยน

หรือการส่งลูกชาย (โต๋) ไปบวชตั้งแต่ยังเล็กๆ เพื่อหล่อหลอมให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมดีๆ เขาจึงโกรธแค้นไม่เป็น ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ โดยไม่ได้รู้สึกว่ามันคือวิถีของคนดี เพราะนี่คือเรื่องปกติธรรมดา มันเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพยายาม

และไม่นานนัก นคร เวชสุภาพร ได้กลายเป็น ศิษยาภิบาล ของคริสต์จักรอภิสุทธิสถาน (โฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์) เป็นผู้นำคนหลายร้อย หลายพันคนมาพบทางออกของชีวิตเช่นเขา

นครจะแบ่งเวลาดูแลครอบครัว และงานที่ปรึกษาฝ่ายการตลาดให้กับบริษัท ทีวี ไดเร็ก มาบริหารคริสตจักร คิดกิจกรรมในวันอาทิตย์ เป็นที่ปรึกษา เป็นกำลังใจ เวลาสมาชิกเดือดร้อน ร่วมประชุมกิจกรรมเผยแผ่ หรือสร้างความร่วมมือต่างๆ กับโบสถ์

ดนตรี..พรจากสวรรค์

ทุกวันนี้ นคร ยังเล่นดนตรีอยู่บ้างในเวลาก่อนนอน แต่เมื่ออยู่ในโบสถ์ เขาก็พร้อมสร้างเสียงเพลงที่ให้กำลังใจ เสียงเพลงที่เยียวยารักษา เสียงเพลงที่สรรเสริญพระเจ้าผู้นำเขาให้พบกับทางออกของชีวิต

อดีตหัวหน้าวงแกรนด์เอ็กซ์ อธิบายว่า เพลงเป็นแกนหลักของศาสนาคริสต์ เพลงเป็นชีวิตของคริสเตียน แยกออกจากกันไม่ได้

“อย่างเวลาเราได้ยินเพลงคริสมาสต์เรารู้ได้ทันที จินตนาการได้ถึงบรรยากาศท่ามกลางเสียงเพลง แต่ชีวิตคริสเตียนรู้และฟังตั้งแต่เด็กๆ จนคุ้นเคย เข้าโบสถ์อ่านพระคัมภีร์ ก็ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า หรือแต่งงาน วันเกิด เรียนหนังสือ ขอกำลังใจก็ร้อง แถมเพลงยังหลากหลาย ถ้าเริ่มฟัง ใช้ จำ และฝึกปรือก็จะลึกซึ้งเอง”

เหมือนที่มีคำกล่าวในไบเบิ้ลว่า “พระเจ้าเป็นบทเพลง”

พระเจ้าสอนให้รู้จักธรรมชาติโดยไม่ต้องเรียน ขณะที่บทเพลงก็มาจากธรรมชาติ และบทเพลงยังทำให้มนุษย์รู้จักพระเจ้ามากขึ้น ถ้าจะกล่าวว่าพระเจ้ากับบทเพลงเป็นสิ่งเดียวกันก็ไม่ผิด

ไม่เพียงเท่านั้น ดนตรีหรือบทเพลง ยังเป็นพรสวรรค์พิเศษที่มนุษย์ได้รับมาจากพระเจ้า ซึ่งจะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะประทานของพิเศษให้ผู้ใด เช่นโชแปง, เซบาสเตียน บาค หรือ อะมาดิอุส วูลฟกัง โมสาร์ท ที่มีความสามารถตราตรึงใจคนทั่วโลก

แม้จะพูดในเชิงวิทยาศาสตร์ว่าพรแสวงสำคัญ ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่เด็ก มันก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เขาเชือ่ว่าต้องมีพรสวรรค์ประกอบอยู่ดี

“ผมเชื่อว่าพรสวรรค์สำคัญกว่าพรแสวง เพราะมันคือสิ่งที่ธรรมชาติให้มา จะไปได้ดีและเร็วกว่า แต่ถ้าไม่ได้พรวิเศษมา เราก็เอาวิธีการของพระเจ้าเป็นหลัก ดำเนินไปตามวิธีของท่าน ซึ่งถือเป็นพรแสวงที่ได้จากพระเจ้าเหมือนกัน”

ยกตัวอย่าง ลูกชายทั้งสองคนเป็นคำอธิบายว่า โต๋ คือผลิตผลของพรสวรรค์อย่างแท้จริง เพราะเขาจะคิดเป็นโน้ตเพลงอยู่ในหัวตลอดเวลา และสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมาได้ แล้วยังส่งต่อพัฒนาการด้านอื่น ทำให้เรียนภาษาจีนได้เร็ว เพราะเป็นภาษาตัวโน้ตเหมือนกัน

ส่วนเต๋ ลูกชายคนเล็ก แม้พรสวรรค์จะไม่มีผลเท่าใดนัก แต่พรแสวงก็ทำให้เขาเห็นประโยชน์ของดนตรี เขาชอบตีกลอง และร้องเพลงได้ แต่สนใจที่จะทำธุรกิจมากกว่า

“เราต้องพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ทำได้ดีแค่ไหน เอาแค่นั้น เพราะพระเจ้าจะใช้คนตามของที่ประทานให้ เมื่อได้มามาก ก็ต้องทำให้มาก โต๋จึงเหนื่อยกว่าคนอื่นๆ แต่เขาก็มีความสุขที่ได้ทำ”

และความรักในดนตรี ก็ทำให้เนื้อในใจความของบทเพลงที่กลั่นกรองออกมานั้น อบอวลไปด้วยความรักเช่นกัน

เพลงรักอันซาบซึ้งใจล้วนได้แรงบันดาลใจจากพระเจ้า เพราะความรักเชื่อมั่น ศรัทธาในพระเจ้า ทำให้บทเพลงนั้นลึกซึ้งกว่าความรักที่มนุษย์ให้กันเอง

“คริสต์ ทำให้ชีวิตมนุษย์ละเอียดขึ้น พระเจ้าเปลี่ยนเรา เปลี่ยนชีวิตได้จริง เป็นคำตอบทุกปัญหา จะผ่านปัญหาไปได้อย่างอัศจรรย์ พระองค์นั้นเป็นคำตอบได้จริง” นครกล่าวย้ำถึงสัจจะแท้แห่งชีวิต


นำมาจาก : กรุงเทพธุรกิจ  
Last Updated on Saturday, 22 October 2011 19:31
 
ครอบครัวเด็กหญิงเฮติวัย 16 ปีที่รอดชีวิตเปิดใจ เชื่อว่าพระเจ้าได้ยินเสียงสวดม­นตร์ของเธอ PDF Print E-mail
Friday, 29 January 2010 19:50

หลัง จากที่สร้างความฮือฮาไปเมื่อวานนี้สำหรับเด็กสาวเฮติวัย 16
ปีที่รอดชีวิตมาได้หลังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวมานาน 15
วัน ล่าสุดแม่ของเด็กสาวรายนี้เปิดใจว่า เธอไม่เคยสิ้นหวัง และคิดเสมอว่า
ลูกเธอยังมีชีวิตอยู่

แพทย์ที่ดูแล Darlene Etienne เด็กสาวเฮติวัย 16 ปี
ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตรายล่าสุดเปิดเผยว่า การที่ Darlene
สามารถรอดชีวิตมาได้หลังติดอยู่ใต้ซากอาคารนาน 15 วัน
เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานมากที่เธอไม่ได้รับอาหาร แต่เชื่อว่า
การที่เธอติดอยู่ในส่วนที่เป็นห้องน้ำ
เธอก็อาจจะได้น้ำประทังชีวิตมาได้บ้าง ขณะที่แม่ของเธอเปิดใจว่า
เธอไม่เคยสิ้นหวังและคิดเสมอว่า ลูกยังมีชีวิตอยู่
ซึ่งเธอเชื่อว่าพระเจ้าได้ยินเสียงสวดมนตร์ของเธออย่างต่อเนื่อง
สำหรับสภาพของ Darlene ที่ถูกพบครั้งแรกสภาพอิดโรยมาก
แต่หลังจากได้รับน้ำและอาหาร ซึ่งเป็นโยเกิร์ตและผัก
อาการเธอก็เริ่มดีขึ้น

การ ช่วยชีวิต Darlene โดยทีมกู้ภัยฝรั่งเศส
ซึ่งเป็นทีมกู้ภัยที่ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศเหมือนทีมกู้ภัยอื่นๆ
เป็นเสมือนสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้กับผู้คนในเมืองนี้ที่กำลังสิ้นหวังที่
จะพบผู้รอดชีวิต

http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=15134

Last Updated on Friday, 29 January 2010 19:53
 
คำพยานชีวิต-พระคริสต์พิชิตซาตาน - ศจ. สมศักดิ์ ชูสงฆ์ (คนที่กลัวผี หรือวิญญาณชั่วรบกวนไม่ควรพลาดคำพยานนี้) PDF Print E-mail

somsak

ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีความเชื่อผสมปนเปกันหลายอย่าง  คือ คุณตาเป็นผู้นำทางศาสนาพุทธ  ส่วนคุณปู่เป็นหมอผี  เมื่อผมเกิดมาคุณปู่ก็มาหาพ่อของผมว่าผีได้เลือกผมเป็นทายาทหมอผีต่อจากคุณ ปู่  ดังนั้น ท่านจึงพาผมไปอยู่ด้วยเพื่อจะฝึกฝนวิชาการ เรียนไสยศาสตร์ตามฉบับคุณปู่ ผู้เชี่ยวชาญทางเวทมนตร์คาถาและติดต่อกับผี  ทำการอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ  เช่น  เสกให้บ้านหายไปได้  เดินบนไฟได้  เป็นต้น

   

 

เมื่อ ผมอยู่กับคุณปู่  ท่านสอนวิชาทั้งหลายเหล่านี้ให้ผมจนหมด  สอนให้รู้วิธีติดต่อกับผีหรือใช้ผีทำการอัศจรรย์ต่าง ๆ  รู้วิธีพูดคุยกับผีเหมือนกับมันเป็นคน  เวลาไปไหนมาไหนผมก็จะเดินหลังท่านไปต้อย ๆ  ได้พบได้เห็นท่านทำธุรกิจต่าง ๆ กับพวกผี  จนผมเองก็ทำได้

 

devil ghostแต่ ยิ่งผมเรียนรู้เรื่องผีเรื่องวิญญาณชั่วเหล่านี้มากเท่าไร ก็ยิ่งตกเป็นเหยื่อของมันมากขึ้นเท่านั้น  จำได้ว่าคืนหนึ่งคุณปู่นั่งอยู่ในห้องมืด ๆ  คอยรับคำสั่งจากพวกผี  ขณะที่ท่านกำลังเจรจากับผีอยู่  มันสั่งให้คุณปู่ทำอะไรบางอย่างที่คุณปู่ไม่ต้องการจะทำ  มันก็ทำร้ายท่านจนท่านลงไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้น  เจ็บปวดเหมือนจะตาย  แล้วท่านจึงสวดเป็นภาษาเขมรสู้ผี  สักครู่จึงค่อย ๆ หายเป็นปกติ

 พอท่านออกจากห้องนั้น  ผมก็ถามว่าที่สวดเมื่อกี้แปลว่าอะไร  ท่านบอกว่าแปลว่า "ขอยอมแพ้ จะสั่งให้ทำอะไรก็ยอมทำทั้งสิ้น"  จากนั้น ผมจึงเรียนรู้ว่าคุณปู่ไม่ได้มีฤทธิ์อำนาจอะไรเหนือผีเลย  ที่จริงกลับเป็นเครื่องมือให้พวกมันใช้ตามใจของมัน  ผมจึงตัดสินใจเด็ดขาดตั้งแต่บัดนั้นว่า  จะไม่ยอมเป็นหมอผีเด็ดขาด  ไม่อยากจะเป็นทาสของพวกวิญญาณชั่ว



ดังนั้นเมื่อเรียนจนมัธยมปลายและคุณปู่เสียชีวิตลง  ผมไปไม่ทันดูใจท่าน  แต่คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าก่อนท่านสิ้นใจ ท่านยกมรดกทางไสยศาสตร์ทั้งหมดให้ผม  นั่นหมายความว่าผมผู้เดียวที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหมอผีสืบต่อจากคุณปู่

 

ครั้นเมื่อไปถึงบ้าน  ทุกคนมองดูผมเป็นตาเดียวด้วยความหมายว่าผมคงจะดำรงตำแหน่งหมอผีคนต่อไป ถึงแม้จะยังอายุน้อย  แต่ผมบอกพวกเขาว่า ไม่ต้องการเป็นหมอผี  ทุกคนจึงผิดหวังมาก

 

ตอน นั้นมีผู้หญิงคนทรงคนหนึ่งที่ทำงานร่วมกับคุณปู่ คอยทำนายทายทักคนที่มาขอให้ดูอนาคตอยู่ด้วย  เมื่อผมปฏิเสธ  หญิงคนนั้นลุกขึ้นชี้หน้าผม  บอกว่า "ถ้าถึงอายุ 21 แล้วแกไม่ยอมเป็นหมอผีล่ะก็  ฉันจะฆ่าแกเสีย"  แต่ผมไม่กลัวเลย  และยังบอกกับคุณพ่อว่าผมไม่มีวันยอมเป็นหมอผีเด็ดขาด แม้ต้องตายก็ดีกว่า

 

เมื่อเป็นดังนั้น  ผมรู้ว่าผีคงไม่ไว้ชีวิตผมแน่  จึงขอเงินคุณพ่อบอกว่าไหน ๆ ก็จะตาย ขอเงินไปเที่ยวให้มีความสุขก่อนตายเถอะ  คุณพ่อก็ให้เงินจำนวนมาก และถ้าผมเห็นว่าอะไรจะทำให้ผมมีความสุขก็ทำทันที  เพื่อนฝูงก็มารุมตอมทำให้ชีวิตผมเสื่อมทรามลง  กลายเป็นนักพนัน  ติดยาเสพติด  พิษสุราเรื้อรัง  แต่ผมก็ยังไม่เคยพอใจอะไร  ยิ่งทำตัวแบบนั้นมากเท่าไรก็ยิ่งเศร้าหมองมากขึ้นเท่านั้น  ผมจึงรู้ว่าวิธีนี้ไม่ช่วยให้มีความสุขเลย  ถึงอย่างนั้นก็ช่วยตัวเองไม่ได้

 

คุณตาบอกว่าทางที่ดีที่สุด ควรจะไปบวชเณร  ผมตกลงเพียงเพื่ออยากจะหาความสุขให้ได้ก่อนตาย  ผมบวชเณรอยู่ 2 ปี จนกลายเป็นนักเทศน์  แต่กลับฟุ้งซ่านและยังไม่พบความสุข แม้ว่าได้พยายามนั่งสมาธิก็แล้ว ทำใจให้ว่าง  ปล่อยวางความคิด  พอเลิกก็เหมือนเดิม  สิ่งที่ทำให้ผมละอายแก่ใจในการเป็นเณร คือ ผมเที่ยวสอนใครต่อใครให้ทำดี แต่ตัวเองกลับทำไม่ได้  ผมจึงสึกออกมาเสีย

 

ผมเชื่อว่านี่เป็นแผนการของพระเจ้า  ถ้าผมไม่เป็นคนเลว ก็คงไม่กลัวตกนรก  และคงไม่แสวงหาทางหลุดพ้น จนได้พบพระเยซูอย่างนี้

คราวนี้ผมเดินทางไปหาเพื่อนที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท  ชวนเขาไปท่องเที่ยวด้วย เพราะเขารู้จักทิศทางทั่วเมืองไทยมาก  เขาถามผมว่าอยากเห็นแฟนเขาไหม  ผมบอกว่าอยากสิ  เขาจึงพาไปที่โรงพยาบาลมโนรมย์  ตอนนั้นราว 9 โมงเช้า ที่โรงพยาบาลมีการประชุมกลางแจ้งที่ตึก OPD คนไข้นอก  ผมได้ยินคนไทยพูดเรื่องพระเยซูคริสต แต่ ไม่รู้ทำไมถึงได้เกลียดผู้ชายคนนี้ขึ้นมาจับใจ แม้เขาไม่เคยทำร้ายอะไรผมเลย ผมจึงอยากลงมือทำอะไรสักอย่างแต่ทำไม่ได้  เพราะคนมาก จึงได้แต่หัวเราะเยาะและทำให้เขาหมดกำลังใจจะได้หยุดเทศน์

ขณะที่ผมปฏิบัติการอันไม่ชอบมาพากลอยู่นั้น  เขาก็พูดขึ้นว่า  "ทุกคนเป็นคนบาป"  ผมบอกว่าไม่เห็นแปลกเลย  ผมรู้ว่าผมเป็นใคร  แต่เขาบอกว่า "พระเยซูมีฤทธิ์อำนาจยกบาปได้"

 

 

 

 

คำว่า "ฤทธิ์อำนาจ" นั้นสะกิดใจผมมาก  ผมเลยอยากพิสูจน์ฤทธิ์อำนาจนี้  ตามปกติก่อนนอนผมจะสวดมนต์อย่างน้อย 2 ชั่วโมง  อธิษฐานกับพระพุทธและวิญญาณชั่ว  ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็นอนไม่หลับถูกวิญญาณชั่วรบกวนทั้งคืน

คืนนั้นผมลองอธิษฐานสั้น ๆ กับพระเยซู  บอกว่า "ถ้าพระองค์มีฤทธิ์อำนาจยกบาปได้จริง ทำให้ผมเห็นคืนนี้  ปกป้องให้ผมพ้นจากอำนาจของวิญญาณชั่วเถิด"  แล้วผมก็เข้านอน  คืนนั้นผมนอนหลับสบายมาก  พอตื่นขึ้น  ผมตระหนักชัดว่าพระเยซูมีฤทธิ์อำนาจเหนือกว่าวิญญาณชั่วที่รบกวนอยู่  ผมจึงอยากรู้มากขึ้นว่า "พระเยซูเป็นใคร"

 

วันต่อมา เพื่อนของผมต้องไปสอบผู้ช่วยพยาบาล  เขาชวนว่าจะไปสอบด้วยไหม  ผมตกลง  เราจึงไปขอร้องให้ผู้ควบคุมสอบอนุญาตให้ผมเข้าสอบ  ทีแรกเขาไม่อนุญาตเพราะผมไม่มีหลักฐานอะไร  ผมขอร้องต่อไป และบอกว่า ถ้าสอบได้จะนำหลักฐานทุกอย่างที่ต้องการมาให้ทันที  ผมประหลาดใจมากที่ในที่สุดผมได้รับอนุญาตและสอบได้ด้วย  แม้จะทิ้งตำรามา 2-3 ปีแล้ว  ผมกลับไปหาคุณตาแจ้งข่าวดีให้ทราบว่าผมกำลังจะได้ทำงานที่โรงพยาบาล คริสเตียนมโนรมย์  คุณตาดีใจด้วย  แต่ก็กำชับว่าห้ามฟังห้ามสนใจเรื่องคริสเตียนเด็ดขาด

 

ที่จริงผมไปทำงานโรงพยาบาลไม่ใช่เพราะอยากทำ  แต่เพียงอยากรู้ว่า "พระเยซูคือใคร"  พระเจ้าทรงทราบเรื่องนี้ แม้ไม่ได้บอกใครเลยก็ตาม

 

 

เมื่อได้เข้าทำงาน และอีกสองสามสัปดาห์ต่อมาก็สอบเลื่อนขั้นได้อีก  จากนั้นมีประชุมยุวชน  ผมอยากลงทะเบียนเข้าร่วมประชุม แต่ไม่มีเงินเพราะเสียพนันไปหมด  จึงอธิษฐานว่า  "พระเยซู ผมอยากเข้าร่วมการประชุมนี้ เพราะอยากรู้จักพระองค์  ขอเงินให้ผม 10 บาทเถอะ  แค่ 10 บาทเท่านั้นเอง ค่าลงทะเบียน"  แล้วผมคอยเฝ้ามองทางหน้าต่างด้วยหวังว่าพระองค์จะโยนเงินเข้ามาให้ทาง หน้าต่าง  จากวันจันทร์ผ่านไปถึงวันศุกร์ตอนเย็น  เย็นนี้แหละจะเริ่มการประชุมแล้ว

 

บ่ายนั้นเอง  พ่อแม่ของผมมาหาบอกว่า "ทำไมลูกไม่เขียนจดหมายถึงพ่อแม่เลย  นี่คิดถึงลูกมาก"  ท่านก็โยนเงินให้แล้วก็กลับไป

พระเยซูตอบคำอธิษฐานอย่างอัศจรรย์  เพราะการกระทำเช่นนี้มิใช่ปกติวิสัยของพ่อแม่ของผมที่จะมาหาเพียงเพื่อให้เงินไว้ใช้  ธรรมดาท่านจะต้องอยู่พักค้างคืนคุยแล้วคุยอีก

 

 

ผมจึงได้เข้าร่วมประชุมในตอนเย็น  ครั้งนี้ผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้าจริง เพราะทุกอย่างเหมือนจัดไว้เฉพาะ  การประชุมไม่มีเรื่องอื่นใดนอกจากชีวิตของพระเยซู  เขาสอนเรื่องพระเยซู ตั้งแต่ก่อนเกิดแล้วเรื่อยไปจนถึงตาย  มื่อเขาพูดถึงพระเยซูแบกไม้กางเขนไปยังแดนประหาร  ผมไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้  คิดว่าคนที่สมควรตาย คือ ผมเอง  ไม่ใช่พระเยซู  แต่พระเยซูยอมตายเพื่อบาปของผม  เวลานั้นผมไม่คิดถึงใครเลย มันเหมือนผมอยู่คนเดียวในโลก และพระเยซูมาเพื่อตายไถ่บาปแทนโดยเฉพาะ

 

เมื่อเขาเทศนาจบแล้ว  ผมเข้าไปหามิชชันนารีผู้ดูแลคริสตจักรมโนรมย์  และถามว่าผมจะขอให้พระเยซูเป็นพระผุ้ช่วยให้รอดส่วนตัวของผมได้อย่างไร  ท่านถามว่าผมรู้สึกอย่างไร  ผมตอบว่ารู้สึกตัวว่าเป็นคนบาป  และพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียวที่ช่วยผมได้  ท่านจึงนำผมอธิษฐานต้อนรับพระเยซู

 

วินาทีนั้น ผมได้รับคำตอบซึ่งพยายามค้าหามานาน  เมื่อต้อนรับพระเยซูแล้ว ผมพบสันติสุขในใจอย่างแท้จริง  วิญญาณชั่วอะไรอื่น ๆ ที่ผมเคยลิ้มลองนั้นไม่สามารถให้สันติสุขนี้แก่ผมได้  พระเยซูเท่านั้นที่ทำได้  ผมดีใจมาก  อยากรู้จักพระองค์ยิ่งขึ้นไปอีก  ยิ่งอ่านพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้า  ผมก็ร้องไห้ ... ร้องใหญ่เลย  เพราะซาบซึ้งในความรักของพระองค์

 

จากนั้นพระเจ้าส่งคนมาสอนพระคัมภีร์ให้ทุกคืน  ช่วยให้ผมเข้าใจอะไร ๆ ดีขึ้น รู้จักฤทธิ์อำนาจความยิ่งใหญ่ของพระเยซูมากขึ้น รู้จักพึ่งพาในพระองค์จริง ๆ

 

ในที่สุดผมก็รับศีลบัพติศมา  ผมจำคืนที่รับบัพติศมาได้  วิญญาณชั่วโจมตีใหญ่เลยและพยายามจะดึงผมกลับ  คืนนั้น  ขณะที่ผมกลับบ้าน  ผมฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยเห็นหลายครั้งแล้วเมื่อตอนที่คุณปู่ยังอยู่  มันจะปรากฎบ่อย ๆ เหมือนเป็นเงา  ผมจำลักษณะได้  แต่ไม่มีตัวตน

 

ผู้หญิงคนนั้นมายืนข้าง ๆ  บอกว่า "ฉันต้องเอาเจ้ากลับไป"  ผมบอก ไม่ไปด้วย  มันก็พูดซ้ำอีกและพยายามดึงขาผม  ขาจึงไปติดกับขอบปลายเตียง  ผมตกใจตื่น 

 

แปลกมาก  แม้เป็นเพียงความฝันแต่ก็เกิดขึ้นจริง ๆ  ตัวผมร่นไปจนเท้าติดปลายเตียงอย่างในฝัน  แล้วยังเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้า  ผมบอกกับมันว่า "ฉันไม่ไป เพราะฉันเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว"

 

พอพูดคำว่า "ลูกของพระเจ้า" มันก็กลัว  ผมบอกว่า "ฉันเป็นของพระเยซูคริสต์แล้ว"  มันกลัวมากเมื่อได้ยินคำว่า พระเยซู  ผมจังไล่ให้มันไป  นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักใช้พระนามของพระเยซู แม้ จะไม่เคยรุ้มาก่อน  มันล้มลงแล้วลุกเดินลงไปชั้นล่าง  ผมไปปลุกเพื่อนชวนเขามาดู  เขาก็เห็นผู้หญิงนี้เดินออกจากห้องโถงใหญ่ออกไปข้างนอก  พอถึงต้นไม่ใหญ่ก็หายไป

 

แต่นี่ยังไม่จบบทบาทของมัน  มันยังมารบกวนอีกในรูปแบบต่าง ๆ กัน  แต่ผมไม่กลัวแล้ว เพราะรู้ว่าชนะแล้ว  ยิ่งเผชิญกับผลงานของผีและวิญญาณชั่วมากเท่าไร  ผมก็ยิ่งขอบคุณพระเจ้า  เพราะได้เห็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่ขึ้น  เมื่อเชื่อพระเจ้า  ผมรู้ว่ามีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอยู่ภายในที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่อยู่ภายนอก และผมเป็นบุตรของพระองค์  จึงมีสิทธิอำนาจที่จะใช้พระนามของพระองค์เอาชนะฝีวิญญาณชั่ว

 

แม้ ผมจะรู้เคล็ดลับวิธีเอาชนะวิญญาณชั่วแล้วก็ตาม  แต่เมื่อแต่งงานแล้วกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  แม้วิญญาณชั่วทำร้ายผมไม่ได้  แต่มันพยายามไปทำร้ายภรรยาและลูกแทน  นี่เป็นเรื่องใหม่จริง ๆ สำหรับผมซึ่งไม่รู้มาก่อน จึงไม่ได้สนใจ  มาเข้าใจเมื่อลูกสาวอายุได้ 3 ขวบ  ลูกคนนี้มักจะร้องกรี๊ด ๆ แทบทุกคืนนับตั้งแต่เกิดมาจนไม่สามารถปล่อยไว้ลำพังได้  ต้องคอยเอามือโอบกอดหรือวางไว้บนหลังหรือท้องเพื่อลูกจะรู้สึกว่าพ่อแม่อยู่ ด้วย มิฉะนั้นลูกจะนอนไม่หลับ กลัวอะไรบางอย่าง  บางครั้งผมก็ตีลูกเพราะคิดว่าลูกเกเร

 

วันหนึ่ง  เราสามคนพ่อแม่ลูกร้องเพลงอธิษฐานกัน  ขณะที่สรรเสริญพระเจ้า ลูกสาวก็ร้องไห้  ผมแปลกใจมาก  พอสรรเสริญพระเจ้าอีก ลูกก็ร้องไห้อีกและบอกให้หยุดร้องเพลง  ไม่อยากได้ยิน  ผมจึงรู้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ปกติแน่  จะต้องมีอะไรรบกวนลูกแน่  ผมอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยสำแดงให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  พระองค์ก็ตอบและเปิดตาให้ผมเห็นเงาของผู้ที่มารบกวนลูกในรูปแบบต่าง ๆ  บางทีก็เป็นเงามืดปกคลุม  ผมจึงสั่งในพระนามพระเยซูว่า "ไม่ว่ามันจะเป็นใคร  จงไปให้พ้น"  มันก็ไป ๆ มา ๆ  ผมขอพระเจ้าช่วยให้รู้วิธีกำจัดมัน

 

ต่อมา ผมได้พบอาจารย์ อาเธอร์ นีล  ที่เป็นคนช่วยอธิษฐานขับไล่วิญญาณออกจากราชินีแม่มด ดอรีน  ซึ่งมีผีถึง 36 ตัว ออกจากเธอ  อีกครั้งได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่คาร์ดิฟ  ตอนใต้ของประเทศอังกฤษ  ทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้าน  ผมรู้สึกมีอะไรบางอย่างพยายามผลักผมออกไปนอกบ้าน  ผมไม่ได้บอกให้ลูกและภรรยาทราบเพราะเกรงว่าพวกเธอจะตกใจกลัว  เพียงแต่บอกภรรยาให้เอาลูกมานอนด้วย  แต่ลูกอยากนอนห้องเด็กซึ่งมีของเล่นมากมาย  ผมก็ยอมตาม  โดยคอยระวังฟังเสียงลูก 

 

ราวตีหนึ่งลูกก็กรีดร้อง  ผมวิ่งเข้าไปหา  ก็เห็นผี 5-6 ตัวล้อมรอบอยู่  ผมโกรธมาก  อยากสู้กับมัน เลยวิ่งเข้าหามัน มันก็วิ่งไล่  ผลักผมล้มลงตัวแข็งทื่อ กระดุกกระเดี้ยไม่ได้  ผมไม่กลัว แม้จะสู้ด้วยแรงตัวเองไม่ไหว แต่ก็รู้วิธีเอาชนะมัน  แม้ไม่ได้ออกเสียงเลยก็ตาม  ผมพูดในใจว่า "ในพระนามพระเยซูชาวนาซาเร็ธ จงไปให้พ้นเราเดี๋ยวนี้"  ผมเห็นพวกมันเหมือนถูกผลักกระเด้งจนล้ม  จึงวิ่งเข้าไปจะจับ  มันเลยหายตัวไป

 

   

 

วันรุ่งขึ้น เลขานุการของโบสถ์มาเล่าประวัติบ้านนี้ให้ฟัง  ผมจึงบอกว่ารู้แล้ว เพราะเมื่อคืนถูกผีรบกวนใหญ่เลย  บ้านนี้เคยเป็นที่อยู่ของเด็กติดยาและพวกนี้บูชาซาตานและผีในบ้านด้วย  ภายหลังโบสถ์ซื้อบ้านนี้ไว้และพบเทียนเล่มหนึ่ง  ศิษยาภิบาลจึงหยิบเทียบเล่มนั้นปาทิ้งลงทะเลโดยไม่ได้ระมัดระวังตัว  ไม่ได้อธิษฐานขอการคุ้มครองจากพระเจ้าเสียก่อน  ทันทีที่เทียนหล่นลงน้ำ เขารู้สึกเหมือนลมพายุพัดกระโชกเข้าหาตัวรัดคอเขาไว้  จากนั้นก็ไม่สามารถพูดได้อีก  หมอบอกว่าต้องเลิกเป็นนักเทศน์เพราะคออักเสบ แต่เขาไม่ยอม  เขาบอกว่ายังไง ๆ เขาต้องประกาศพระคำพระเจ้า  ปัจจุบันเขายังเป็นนักเทศน์อยู่  ซุ่มเสียงดีขึ้นแล้วเพราะรู้จักวิธีต่อสู้ซาตานดีขึ้น

 

เลขานุการของโบสถ์แปลกใจมากที่เราถูกผีรบกวนเพราะบ้านนี้ได้อธิษฐานถวายพระเจ้าแล้ว  อาจารย์อาเธอร์ นีล ก็ได้อธิษฐานขับไล่แล้วด้วย  ผมบอกเธอว่า "ฟังให้ดีนะ สิ่งที่ผมรู้มาอาจไม่เหมือนกับที่คุณเคยรู้  คุณปู่เคยอธิบายว่าที่ไหนก็ตามที่วิญญาณชั่วอยู่ที่นั่นก็เป็นของมัน  และมันเป็นเจ้าของที่นั่น  มันจะไม่ยอมไปจนกว่าจะมีผู้มีอำนาจมากกว่ามาบังคับไล่มันออกไป  ถ้าคุณขับผีที่อยู่ห้องนี้ออกไปมันจะหนีไปอีกห้องหนึ่งอย่างนี้เรื่อย ๆ ไป  เราต้องขับมันออกไปทีละห้องจนครบทุกห้อง  ในบ้านสะอาดปลอดโปร่งแล้ว จึงถวายบ้านให้พระเจ้า"

 

เธอรีบโทรศัพท์เชิญอาจารย์ อาเธอร์ นีล  เขาถามว่าผมเห็นอะไรบ้าง  ผมจึงอธิบายที่พบเห็น  แล้วอาจารย์ อาเธอร์ นีล ก็อธิษฐานขับไล่  เขาบอกว่า "จริงอย่างที่คุณว่า"  เนื่องจากเขามีของประทานในการสังเกตวิญญาณ  เขาได้เห็นว่ามันหนีออกไปหลบอยู่อีกห้องหนึ่ง  เขาสามารถจำแนกความแตกต่างของวิญญาณชั่ว และอธิบายให้ผมฟังว่าวิญญาณชนิดไหนทำหน้าที่อะไร  เราร่วมกันอธิษฐานขับไล่ และพาพวกเด็ก ๆ ออกไปจากบ้านเสียก่อน  เพราะจำได้ว่าที่สก็อตแลนด์มีการขับไล่วิญญาณชั่ว แต่ทุกคนลืมไปว่ามีเด็กทารกนอนอยู่ในห้อง  ผีจึงเข้าไปสิงเด็ก และฆ่าเด็กตาย  พวกเด็ก ๆ มักจะไว้ต่อพวกวิญญาณเหล่านี้มาก  และถูกโจมตีง่าย เพราะช่วยตัวเองไม่ได้  ผมจึงส่งลูกออกไปอยู่ที่อื่นก่อน  แล้วเริ่มอธิษฐานขับไล่ผีกันจนปลอดโปร่งไปทั้งบ้าน จากนั้นถวายบ้านให้พระเจ้า

 

ก่อนหน้านี้  มีมิชชันนารีหลายคู่ถูกผีทำร้าย  มีคู่หนึ่งบอกว่า ภรรยากำลังท้องลูกอยู่  ไม่รู้ถูกใครตบจนล้มลงแท้งลูกไปเลย  อาจารย์ อาเธอร์ นีล อธิบายให้ฟังว่า  "ถ้าเราถูกวิญญาณชั่วรบกวนบ่อย ๆ  เราสามารถส่งมันไปนรกได้ก่อนถึงเวลากำหนด โดยพระนามพระเยซู"  ผมดีใจที่ทราบเรื่องนี้  และคิดในใจว่าคราวหน้าถ้ามันมาอีกจะต้องจัดการให้เด็ดขาด

 

เวลานั้นผมไปเรียนอยู่ที่ All Nations Bible College  ผมอธิษฐานในใจว่า "พระเจ้าข้า  ถ้ามีวิญญาณชั่วเข้ามาเมื่อไร  ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทราบด้วย"  ผมไม่เคยเอ่ยความคิดนั้นออกมา  ได้แต่คิดในใจเท่านั้น  พวกเราควรรู้ว่า  วิญญาณ ชั่วไม่สามารถรู้อะไรที่อยู่ในใจของเราได้  มันรู้เพียงสิ่งที่เราพูด  สิ่งที่แสดงออกมาเท่านั้น  พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ทุกสิ่งแม้กระทั่งความคิดในใจ

 

คืนหนึ่ง ลูกสาวของผมสะกิดบอกผมว่า "พ่อ พ่อ  นั่นไง  มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าต่าง"  ลูกเห็น  ผมไม่เห็น  ผมจึงอธิษฐานของพระเจ้าทรงสำแดง  แล้วก็เห็นเงาผู้ชายยืนอยู่ที่หน้าต่าง  ผมจึงวางมืออธิษฐานเผื่อลูกสาว และสั่งผีตัวนั้นในพระนามพระเยซูคริสต์ว่า  "นับแต่บัดนี้ไป เจ้าต้องไม่มารวบกวนลูกสาวอีกต่อไป เพราะลูกสาวเป็นของพระเยซู"  ผมปลอบลูกสาว ให้เชื่อมั่นและวางใจในพระเจ้า  ไม่ต้องกลัวอะไร  ขอให้หลับเสีย  แต่ลูกก็ไม่หลับ  ยังนอนลืมตาจ้องผู้ชายคนนั้นเดินออกไปจากบ้าน  ลูกถามผมว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร  ผมอธิบายว่า เป็นคนไม่ดี  แต่ต่อไปนี้ลูกไม่ต้องกลัว  เพราะมันรบกวนลูกอีกไม่ได้  ลูกมีพระเยซูที่มีอำนาจเหนือมัน  ลูกจะปลอดภัยจากผี วิญญาณชั่ว  นับจากนั้นมา ลูกของผมก็ไม่ถูกรบกวนอีก

 

ผมสอนลูกว่า ให้จดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้  และวันข้างหน้า เมื่อมีลูกมีหลานถูกวิญญาณชั่วรบกวน  ก็ให้ทำอย่างเดียวกับที่พ่อทำในวันนี้

 

อีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรทราบก็คือ  ถ้าคุณไม่อยากถูกวิญญาณชั่วรบกวน  ก็อย่าไปพูดถึงมันมาก  บาง คนชอบยกย่องมารร้ายว่ามันเก่งอย่างโน้นอย่างนี้  รู้อย่างนี้ อย่างโน้น  ที่จริงมันไม่ได้เก่งหรือรู้ไปหมดทุกอย่าง  อาศัยพวกมากเท่านั้นเอง  เราไม่ต้องยกย่องชมเชยความสามารถของมัน  ไม่ต้องเอ่ยถึงมัน  เรา ควรอธิษฐานกับพระเจ้าเสมอ  สรรเสริญพระเจ้า  ยกย่องพระเจ้า  พระองค์จะอยู่ด้วยกับเรา  ยิ่งเราพูดถึงพระองค์  สรรเสริญพระองค์มากเท่าไร  พระวิญญาณของพระเจ้าจะใกล้เรามากขึ้นเท่านั้น  ทำให้เราเข้มแข็ง

 

คนไทยเรามักกลัวผี  ที่กลัวก็เพราะชอบพูดถึงผี  ยิ่งพูดเราก็จะรู้สึกว่ายิ่งถูกรบกวน  ถูกกดดัน  ถ้าเราเลิกพูด หันมาพูดเรื่องพระเจ้า  วิญญาณชั่วก็จะพ่ายแพ้เรา เพราะมันแพ้พระเจ้า

 

เมื่อถูกวิญญาณชั่วรบกวน  เราไม่ต้องอธิษฐานขอพระเจ้าช่วย  แต่เรามีอาวุธที่พระเจ้าให้แล้ว  คือ  สั่งขับผีได้เลย 

"ในพระนามพระเยซูคริสต์ ชาวนาซาเร็ธ  จงไปให้พ้น"

 

เมื่อภรรยาของผมทำงานอยู่เวรกลางคืนในโรงพยาบาล  คืนหนึ่ง เธอเห็นเงาผู้ชายเคลื่อนเข้าใกล้  โดยมีวัตถุบางอย่างอยู่ในมือ  และพยายามจะเอาสิ่งนั้นมาโปะหน้าของเธอ  พอเธอเห็นมันเข้าใกล้  เธอตะโกนร้อง "พระเยซูช่วยด้วย"  มันก็หายตัวไป  สักครู่มันก็ไปหาอีกคนหนึ่ง  เขาก็ร้อง "พระเยซูช่วยด้วย"  มันก็หายไปอีก  แล้วมันก็กลับมาหาภรรยาของผมอีก  กลับไปกลับมาอยู่นั่นแหละ  หนัก ๆ เข้า  เธอนึกขึ้นได้ว่าผมเคยสอนว่าไม่ต้องขอความช่วยเหลือ  แต่ให้ใช้สิทธิอำนาจในพระนามพระเยซูคริสต์  เธอทำตาม  วิญญาณนั้นก็หายไปจริง ๆ  ไม่มารบกวนอีก 

 

วิญญาณชั่วเป็นเหมือนหมา  ถ้าเรากลัวมัน  มันจะเข้ามากัด  

ผมเรียนรู้เรื่องนี้จากหมอเฮนรี่  อาจารย์ที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมกรุงเทพฯ  เราไปประกาศข่าวประเสริฐด้วยกัน  เราร้องเรียกให้คนเข้ามาฟังพระคำพระเจ้า มีใครมา  มีแต่หมาวิ่งไล่  จนผมต้องวิ่งหนีไปรอบหมอเฮนรี่  ในที่สุดท่านก็ไล่มันไป  ท่านบอกว่าผมขาดความเชื่อ  ผมถามว่ารู้ได้อย่างไร  ท่านบอกว่าไม่ใช่ท่านรู้คนเดียว  หมามันก็ยังรู้  ผมจึงได้คิด  หมารู้ว่าใครกลัวมัน  ท่านบอกว่าถ้าคิดว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่น้อยกว่าละก็ อย่าเชื่อพระองค์เลย    ถ้าเชื่อว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่า ค่อยเชื่อ  จากนั้นผมไม่เคยกลัวอีกเลย

 

วิญญาณชั่วเช่นกัน  มันรู้ว่าใครกลัวมัน  ซาตานเหมือนสิงห์คำราม คอบจับจ้องคนที่มันจะกัดกินได้  มันทำให้คนกลัว  ตกใจ หดหู่  แต่อย่าลืมว่าเรามีสิทธิอำนาจเหนือมัน  เพราะเราเป็นคนของพระเยซูคริสต์  เราต้องรู้วิธีใช้สิทธิอำนาจนี้

 

ดอรีน ราชินีแม่มด ที่ กลับใจมาเชื่อพระเยซู เล่าให้ฟังว่า  ที่เธอกลับใจเพราะเธอรู้ว่าพระเยซูมีอำนาจเหนือมารซาตาน  ตอนก่อนเชื่อพระเจ้า เธอเคยได้ยินคริสเตียนอธิษฐานสรรเสริญพระเจ้า  เธอรู้สึกเกลียดชัง ไม่พอใจ  และอยากจะทำร้ายพวกนี้  ดังนั้น  เวลามีคริสเตียนเดินผ่านบ้าน  เธอจะส่งผีทำร้าย แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ ที่เชื่อพระเจ้า  ผีกลับมาหาเธอด้วยความผิดหวัง เพราะมันแตะต้องคริสเตียนไม่ได้เลย แม้ว่าคนที่เชื่อนั้นเป็นเพียงเด็กเล็ก ๆ  เธอจึงคิดได้ว่าพระเยซูต้องมีฤทธิ์อำนาจมากกว่าซาตาน  เธอจึงหันมาหาพระเยซูคริสต์เพื่อปลดปล่อยเธอจากอำนาจของมารซาตาน  ดังนั้น เราที่เป็นลูกของพระเจ้าจึงไม่ต้องกลัวผีมารซาตานอีกแล้ว

 

ศจ. สมศักดิ์  ชูสงฆ์

จากหนังสือ พระคริสต์พิชิตซาตาน

สำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร

ที่มา : www.christiansiam.com

 
«StartPrev12NextEnd»

Page 1 of 2
 

สถานีเพลงคริสเตียน

ความเห็นของผู้อ่าน บทความต่างๆ ที่เข้ามาล่าสุด