Home เกร็ดความรู้ของคริสเตียน สาส์นรักจากพระเจ้า ของ คุณบอย โกสิยพงษ์

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday3188
mod_vvisit_counterYesterday4255
mod_vvisit_counterThis week18319
mod_vvisit_counterThis month38445
mod_vvisit_counterAll (since 19Jan2009)2128099

Who's Online

We have 169 guests online

Alexa

สาส์นรักจากพระเจ้า ของ คุณบอย โกสิยพงษ์ PDF Print E-mail
Saturday, 27 March 2010 22:56
เขียนโดย นิตยสารสานแสงอรุณปีที่ 11 ฉบับที่ 4   

boy       หลายคนเคยพูดว่า อำนาจของวรรณกรรมสามารถแปรเปลี่ยนชีวิตของมนุษย์ได้ แต่มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ก้าวล่วงพ้นงานวรรณกรรมขึ้นไป เพราะเป็นหนังสือที่มนุษย์กว่าครึ่งค่อนโลกเชื่อว่าเกิดขึ้นจากการดลใจของพระเจ้า มิได้เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเสมือนสาส์นรักที่มาจากพระเจ้า เป็นศูนย์รวมของความเชื่อความศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์ สั่งสอนแนะนำให้มนุษย์มุ่งมั่นในความดีงามและความรักที่แท้จริง หนังสือเล่มนี้เปรียบประดุจแสงสว่างส่องนำทางชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งและรวมถึงใครอีกหลายคน ดังถ้อยคำที่บอกว่า พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับย่างก้าวของข้าพระองค์ เป็นแสงสว่างส่องทางของข้าพระองค์ (สดุดี 119 : 105) ...กับผู้ชายคนที่ชื่อ บอย โกสิยพงษ์ และหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของเขา คัมภีร์ไบเบิล

     บอยชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เริ่มตั้งแต่การอ่านหนังสือการ์ตูน ขยับมาเป็นนิยาย และเริ่มอ่านตามความสนใจของตน  ชอบอ่านพวกเบื้องหลังการทำเพลง การแต่งเพลง หรือเบื้องหลังการถ่ายทำหนัง และสเปเชี่ยลเอฟเฟค เราเริ่มสนใจเบื้องหลังว่าเขาทำกันยังไง จนกระทั่งได้ค้นพบกุญแจไขเข้าไปสู่คัมภีร์ไบเบิล            

     แม้บอยจะเคยอ่านคัมภีร์ไบเบิลมาตั้งแต่เด็ก เพราะเรียนในโรงเรียนคริสต์ แต่สมัยนั้นเขาเป็นเพียงแค่คริสต์ตามพ่อเท่านั้น บอยบอกว่า การอ่านคัมภีร์ไบเบิลในสมัยที่เรายังไม่ได้เปิดใจเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่ กับอ่านหลังจากเปิดใจแล้ว มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือพระเจ้าบอกว่า คัมภีร์ไบเบิลเหมือนจดหมายที่พระเจ้าดลใจให้คนเขียน เพื่อสื่อสารกับเราในทุกยุคทุกสมัย เมื่อได้อ่านหลังจากที่เรารับรู้และเชื่อว่าพระเจ้ามีจริงๆ แล้ว เราก็ได้เห็นถึง manual ของชีวิต ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ในคัมภีร์ไบเบิลมีหมดเลย สามารถประยุกต์นำมาใช้ได้เลย            

    บอยเล่าถึงเมื่อช่วงปี ๒๕๔๔ ที่เขายอมเปิดใจเชื่อในพระเจ้า ตอนนั้นภาระหน้าที่และปัญหาต่างประเดประดังกันเข้ามา ความทุกข์กังวลถาโถมจนยากต้านทานไว้ เขาเล่าว่า            

   เป็นช่วงที่ผมทำเพลงเยอะมาก ในขณะเดียวกันครอบครัวก็ไม่ค่อยสบาย คุณยายเข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก มันกังวลมากอยู่แล้ว และยังมากังวลเรื่องงานอีก...รู้สึกว่ามันไม่มีความสุขเอาเสียเลย จนกระทั่งเพื่อนบอกว่าให้ลองอ่านคัมภีร์ไบเบิล และก่อนอ่านเพื่อนบอกให้อธิษฐานก่อน ผมก็อธิษฐานขอพระเจ้า อ้อนวอน ลูกอยากจะขอเปิดใจแต่เปิดไม่เป็น ให้พระองค์ช่วยบอกในบรรทัดเดียวให้ลูกเชื่อเลยก็แล้วกัน อะไรก็ได้ เราก็เปิดมั่วๆ แล้วก็เจอ พระเจ้าเขียนบอกว่า You must trust in me คุณต้องเชื่อฉัน           

      เพียงแค่ประโยคเดียว มันทำให้นึกขึ้นได้ว่า ทำไมเราไม่เคยลองเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ทำไมเราไม่ลองเปิดใจรักในสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเรา มัวแต่คิดว่าเราต้องช่วยตัวเอง ทุกอย่างต้องจัดการด้วยตัวเองหมด บางทีมันอาจจะมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา คอยช่วยเหลือเรา แต่เราไม่เคยยอมรับ ก็เลยลองเปิดใจขึ้นมา           

       ก่อนหน้านั้นชีวิตมันเต็มไปด้วยความคิดว่าโลกนี้คือ สิ่งเดียวที่เราต้องยึดติด เราติดอยู่ในโลกนี้ เราคอยกังวลเรื่องความเกิดแก่เจ็บตาย คอยกังวลเรื่องของคนที่เรารัก เรื่องฐานะ เรื่องความสำเร็จ เราจะสำเร็จต่อไปหรือเปล่า เราจะมีชื่อเสียง ผู้คนยังจะรักเรา ให้การยอมรับเราอยู่หรือเปล่า เรายึดติดอยู่กับเรื่องพวกนี้ แต่พอหลังจากรู้จักพระเจ้า พบว่าในคัมภีร์ไบเบิลมีบอกหมดเลยว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร และเราพยายามที่จะดำเนินตามนั้นให้ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าทำได้ทั้งหมดนะ ก็ค่อยๆ ทำไป ขอแรงจากพระเจ้าให้ช่วยสนับสนุนเรา           

       สิ่งที่ทำให้บอยมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ เรื่องความเครียดและความกังวลมันลดน้อยลง มีคำของพระเจ้าบอกว่า อย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้เลย ให้วันพรุ่งนี้มันกังวลด้วยตัวของมันเองเถอะ เรากังวลแค่วันนี้ก็เหนื่อยพออยู่แล้ว และไม่ต้องห่วงเพราะว่าเราจะดูแลเจ้าทุกวันและทุกครั้งเมื่อเกิดมีความกังวล เขาจะเลือกหยิบคัมภีร์ไบเบิลขึ้นมาเปิดอ่าน บอยบอกว่า มันทำให้เราเห็นว่า ในถ้อยคำของพระเจ้า จะมีคำพูดที่พระเจ้าต้องการสื่อถึงเรา ณ ช่วงเวลานั้นๆ มันสัมผัสใจเราได้จริงๆ            

      อย่างช่วงที่แม่ผมอยู่ในห้องไอซียู ตอนนั้นแม่เรากำลังจะไปแล้ว ตัวกราฟคลื่นหัวใจมันอ่อนกำลังลงไปแบบเป็นเส้นตรง ช็อกกันหมดทั้งบ้านเลย ก็เปิดอ่านคัมภีร์ไบเบิล มีบทหนึ่งที่พระเยซูได้ชุบชีวิตลูกชายของข้าราชการคนหนึ่งให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ นี่คือคำตอบของพระเจ้า ๑๐ นาทีผ่านไป คุณหมอเตรียมที่จะถอดปลั๊กหมดแล้ว คุณแม่กลับขึ้นมาได้ใหม่ หลังจากนั้นแม่อยู่กับเราอีกสามสี่วันเพื่อให้เราได้เตรียมตัว เราเปิดอ่านคัมภีร์ไบเบิลก่อนที่แม่จะไป ในคัมภีร์ไบเบิลบอกว่าพระเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์มารับขึ้นไปบนสวรรค์ ในความรู้สึกเรา ในความรู้สึกของคนที่เชื่อจะรู้สึกอุ่นใจ พ่อแม่เรา คุณยายเราอยู่บนสวรรค์ เดี๋ยวเราหมดทางผ่านที่นี่ เราก็จะเจอกันแล้วไม่ต้องกลัว เราจะรู้สึกว่าอยู่ต่อไปได้ โดยที่ไม่ต้องเศร้าอยู่กับอดีตตลอดเวลา ไม่ต้องจมอยู่กับความหลังตลอดเวลา เพราะเรามองเห็นแต่วันข้างหน้าอย่างเดียว ว่าวันหนึ่งเราจะได้เจอ ชีวิตมันมีความหวังขึ้นเยอะ เพราะพระเจ้าไม่ได้บอกว่าโลกนี้คือโลกสุดท้าย แต่โลกนี้เป็นแค่ทางผ่านเพื่อที่จะไปเจอโลกสุดท้ายไม่ว่าจะอยู่บนสวรรค์หรืออยู่ในนรก           

      มิใช่เพียงแค่ชีวิตของบอย โกสิยพงษ์เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง แต่รวมถึงคนรอบข้างเขาด้วยที่ได้ผลจากการเปลี่ยนแปลงของเขา มิใช่มีเพียงพี่น้อง ญาติมิตร หรือเพื่อนสนิทที่แวดล้อมเขาอยู่เท่านั้น แต่นับรวมเรา-ท่านที่มีโอกาสได้ฟังบทเพลงที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก ความหวัง และกำลังใจ ผ่านบทเพลงที่เขาบรรจงแต่งขึ้นมาจากหัวใจ ความคิด ความเชื่อ และความศรัทธาของเขาที่มีต่อหนังสือที่ชื่อคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งสำหรับเขาแล้ว เปรียบเสมือนสาส์นรักที่ส่งตรงมาจากพระเจ้าอย่างแท้จริง             

      บอย (ชีวิน) โกสิยพงษ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย UCLA (University of California at Los Angeles) เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ ๔ ขวบ ขณะเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๖ เริ่มแต่งเพลงให้กับการ์ตูนที่ตัวเองเขียนขึ้น เคยเป็นหุ้นส่วนบริษัทเบเกอรีมิวสิค ก่อนร่วมก่อตั้งบริษัทเพลงกับเพื่อนนาม Love is ปัจจุบันเป็นนักแต่งเพลงอิสระ ที่เขียนเพลงด้วยภาษาที่สื่อความหมายงดงาม

คัดลอกจาก http://www.thaibible.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=501&Itemid=46 

 

 

 

Add comment


Security code
Refresh

 

สถานีเพลงคริสเตียน

ความเห็นของผู้อ่าน บทความต่างๆ ที่เข้ามาล่าสุด