|

ชนเผ่าดุร้ายที่เรียกว่ามนุษย์กินคน(Cannibalism)ยังมีอยู่ในโลกนี้ไหม? ตามที่รู้มาเข้าใจว่า คงหมดไปจากโลกนี้แล้ว เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า เวลาที่สัปเหร่อเผาศพใดศพหนึ่ง แล้วปรากฏว่าศพนั้นไม่ยอมไหม้ไฟ แสดงว่าคนตายเคยเล่นพวกของขลัง ทำให้หนังเหนียวและอยู่ยงคงกระพัน วิธีแก้เคล็ดก็คือสัปเหร่อจะใช้มีดพิเศษที่ลงอาคมแล้วและท่องคาถาแก้ จากนั้นจะใช้มีดปาดลงไปบนเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายศพ ส่งเข้าปากเคี้ยวกลืนและกรอกเหล้าขาวตาม เมื่อจุดไฟเผาอีกครั้งศพก็จะมอดไหม้เป็นจุลทันที ในพระธรรม ๒ พงศ์กษัตริย์ บทที่ ๖ เป็นสมัยที่กษัตริย์เยโฮรัมปกครองประเทศอิสราเอล และกษัตริย์เยโฮชาฟัทปกครองประเทศยูดาห์อยู่นั้น กษัตริย์เบนฮาดัดได้นำกองทัพอันเกรียงไกรของอาณาจักรชีเรียมาประชิดและล้อมกรุงสะมาเรียไว้ ทำให้เกิดวิกฤติข้าวยากหมากแพง ประชาชนพากันอดอยากอย่างหนักแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ขณะนั้นพระเจ้าได้ทรงส่งผู้เผยพระวจนะเอลีชามาหนุนจิตชูใจพวกเขา มีเรื่องน่าเศร้าได้ขึ้นเมื่อหญิงลูกอ่อนสองคนได้ตกลงกันว่า วันนี้จะต้มลูกของคนแรกกิน และวันต่อไปจะต้มลูกของคนที่สอง แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงคิวของหญิงคนที่สองต้องฆ่าลูก เธอกับเบี้ยวและไม่ยอมทำตามสัญญา ดังนั้น จึงมีการฟ้องร้องเรื่องนี้ไปถึงกษัตริย์อิสราเอล ในศตวรรษที่ ๑๙ ในประเทศไอร์แลนด์เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ทำให้ผู้คนจำเป็นต้องหันมาฆ่ากันเองเพื่อกินเป็นอาหาร และในทศวรรษ ๑๙๓๐ ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในประเทศรัสเซีย มนุษย์ต้องกินกันเองเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอด ในสมัยก่อนมีชนเผ่า The Fore ในปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea) ซึ่งอยู่ในเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก นิยมชมชอบในการกินเนื้อมนุษย์เป็นอันมาก ส่วนมากพวกนี้จะกินเนื้อของศัตรูหรือคนแปลกหน้า ในหนังสือประวัติของมิชันนารี From Jerusalem To Irian jaya ในชื่อภาษาไทยว่า “จากเยรูซาเล็มสู่ปลายแผ่นดินโลก” เขียนโดยรูธ เอ ทักเกอร์ (Ruth A. Tucker) ได้เล่าถึงมิชชันนารีสองคนที่เดินทางไปยังเกาะปาปัวนิวกินี ตอนแรกพวกชนเผ่าพื้นเมืองทำทีต้อนรับอย่างดี แต่พอมิชชันนารีเผลอตัว พวกเขาก็กระโจนเข้าฆ่าและนำเนื้อไปเป็นอาหาร เมื่อหน่วยงานส่งมิชชันนารีตามมาภายหลังก็พบว่า สองคนนั้นเหลือแต่กระดูกกองอยู่ที่ชายหาด แต่ขอบพระคุณพระเจ้า ในเวลาต่อมาเมื่อชนเผ่ากินคนได้รับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ชีวิตของพวกเขาได้รับเปลี่ยนแปลงใหม่ (๒ คร. ๕.๑๗) และพฤติกรรมของพวกเขาก็เปลี่ยนไป มีการตรวจพบว่า คนบนเกาะนี้เป็นโรคประสาททางสมองเสื่อม ที่เรียกว่าโรค Kuru เพราะกินสมองของมนุษย์ และพวกเขาได้เลิกกินคนตั้งแต่ปี ๑๙๕๗ เป็นต้นมา มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกได้ไปเดินเล่นที่ชายหาด ก็เห็นคนพื้นเมืองนั่งอยู่ใต้ต้นมะพร้าว ในมือมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง จึงเข้าไปถามว่า “กำลังอ่านหนังสืออะไร?” เขาตอบว่า “พระคริสตธรรมคัมภีร์” นักท่องเที่ยวหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้า และบอกว่า “คุณรู้ไหม หนังสือเล่มนี้ที่ประเทศของผมนั้น มันเป็นหนังสือโบราณที่ล้าสมัยแล้ว พวกเราไม่มีใครไม่อ่านกันหรอก” คนเผ่าปาปัวนิวกินีมองหน้าแล้วชี้มือที่พระคัมภีร์ และชี้ไปที่ฝรั่งนักท่องเที่ยว แล้วชี้มาที่ท้องของตนเอง พร้อมกับพูดขึ้นว่า “คุณรู้ไหม ถ้าไม่มีพระคัมภีร์เล่มนี้ ป่านนี้คุณอยู่ในท้องของผมแล้วล่ะ” ???!! ในทวีปออสเตรเลียก็พบว่ามีการกินมนุษย์ด้วย มีชนพื้นเมืองเผ่า “อะบอริจินส์” (Aborigines) ที่เคยมีประเพณีกินชิ้นส่วนร่างกายของคนตายที่เป็นญาติกัน ด้วยเข้าใจว่าการกระทำอย่างนั้นเพื่อให้วิญญาณของคนตายเข้ามาอยู่ในร่างของคนกินและวิญญาณนั้นจะอยู่รอดปลอดภัย เมื่อประมาณ ๘๕๐ ปีก่อนมีชนเผ่าอินเดียแดงในรัฐโคโรลาโดของสหรัฐอเมริกา ก็นิยมชมชอบการกินเนื้อมนุษย์ด้วย ซึ่งพิสูจน์ได้จากหลักฐานที่ขุดค้นพบ สมัยก่อนก็พบว่าในเผ่าเมารี (Maoris) ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองบางกลุ่มในประเทศนิวซีแลนด์ก็พิสมัยการกินเนื้อมนุษย์ด้วยเช่นกัน มีคนกล่าวว่า “ปัจจุบันพวกดุร้ายกินเนื้อคน(Cannibalism) อาจหมดไปจากโลกแล้ว แต่ที่มาแทนอย่างเข้มแข็งก็คือ การกินมนุษย์ด้วยกันเอง ผ่านการคดโกง ต้มตุ๋น ค้าทาสเด็กและผู้หญิงข้ามประเทศ” ผมว่านี่เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์เลย! เปาโลได้ตักเตือนคริสเตียนอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าท่านกัดกินเนื้อกันและกัน จงระวังให้ดี เกรงว่าจะย่อยยับไปตามๆกัน” (กท. ๕.๑๕) พระคัมภีร์ฉบับประชานิยมแปลดังนี้ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง แต่ถ้าพวกท่านทำเหมือนสัตว์(คนไทยถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ-ผู้เขียน) กัดกันและทำร้ายกันเอง ถ้าเช่นนั้นก็จงระวังให้ดี ท่านจะทำลายกันจนหมดสิ้น” แน่นอน ปัจจุบันนี้เราไม่กินเนื้อมนุษย์กันแล้ว แต่พระคัมภีร์ใช้ความหมายการทำลายล้างกัน ที่เรียกว่า “กิจการฝ่ายเนื้อหนัง” เช่น การล่วงประเวณี-ผิดศีลธรรมในทางเพศ การโสโครก-จิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ การลามก การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม-ทำเวทมนต์คาถา การเป็นศัตรูกัน-การวิวาทต่อสู้กัน การอิจฉาริษยากัน การโกรธกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊ก-แตกแยกเป็นหมู่เป็นเหล่า การเมาเหล้า-ดื่มสุราเมามาย การเล่นเป็นพาลเกเร เราจะขจัดการเข่นฆ่าและกินเนื้อซึ่งกันและกันเหล่านี้ออกไปได้อย่างไร? พระคัมภีร์บอกว่า ก็โดยมอบชีวิตจิตใจให้อยู่ภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณบริสุทธิ์ “เพราะพระองค์ทรงทำให้เกิดความรัก ความดี ความซื่อสัตย์ ความถ่อมตนและรู้จักบังคับตน” รู้ไหม ความรักของพระเจ้าไม่เคยฆ่าใครเลย.
|