Home เกร็ดความรู้ของคริสเตียน การสร้างพระวิหารหลังที่ 1 (Solomon Temple)

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday332
mod_vvisit_counterYesterday3659
mod_vvisit_counterThis week7351
mod_vvisit_counterThis month55522
mod_vvisit_counterAll (since 19Jan2009)2446497

Who's Online

We have 66 guests online

Alexa

การสร้างพระวิหารหลังที่ 1 (Solomon Temple) PDF Print E-mail
Wednesday, 17 December 2008 00:52

ในครั้งที่ผ่านได้นำเรื่อง “ใครคือ Anti-Christ” มานำเสนอซึ่งเป็นแนวคิดและเหตุผลที่เป็นตามที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ ครั้งนี้จะขอนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับ “การสร้างพระวิหาร” ซึ่งเรื่องนี้เนื้อหานั้นจะสอดคล้องต่อจากเรื่อง “ใครคือ Anti-Christ” เพราะถ้า “ดาน” หรือ พงศ์พันธ์ของ “เผ่าดาน” เป็น Anti Christ ในการสร้างพระวิหารครั้งที่ 1 นั้นเกี่ยวข้องกับคนของเผ่าดานโดยตรงอย่างเลี่ยงไม่ได้ พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้อย่าง ชัดเจนว่า กษัตริย์เมืองไทระได้ส่งช่างฝีมือคนหนึ่งมาให้โซโลมอน เพื่อทำการสร้างพระวิหาร“ช่างฝีมือคนหนึ่ง กอปรด้วยความเข้าใจ คือหุราม ที่ปรึกษาอาวุโส บุตรชายของหญิงคนเผ่าดาน บิดาของเขาเป็นชาวเมืองไทระ เขาชำนาญงานช่างทองคำ เงิน ทองสัมฤทธิ์ เหล็ก หินและไม้ และทำงานช่างผ้าสีม่วง สีฟ้า ผ้าป่าน และผ้าสีแดงเข้ม และทำการแกะสลักทุกชนิดและสร้างตามแบบลวดลายใดๆ ที่จะกำหนดให้แก่เขา” (2 พงศาวดาร 2:13-14) 

*หมายเหตุ: หุรามหรือฮีรามคนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับหุราม หรือ ฮีรามที่เป็นกษัตริย์เมืองไทระ แต่เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของคนเผ่าดานที่มีความชำนาญเรื่องงานช่าง...

พระวิหารหลังที่ 1 (Solomon Temple)

 

ประมาณ 960 ปี ก่อนคริสตกาล พระวิหารหลังแรกถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ซาโลมอน โดยก่อนที่จะสร้างพระวิหารหลังที่ 1 นั้น ซาโลมอนได้มีการตกลง
ทำพันธสัญญาร่วมกันกับกษัตริย์เมืองไทระ คือ “ฮีราม” หรือ “หุราม” นั้นเอง โดยทั้งสองได้มีการตกลงทำพันธสัญญาในลักษณะของ “สัญญาสันติภาพ” ระหว่างอิสราเอลและเมืองไทระ พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า “ฮีรามจึงได้จัดส่งไม้สนสีดาร์ และไม้สนสามใบให้แก่ซาโลมอน ตามที่พระองค์มีพระประสงค์ ..

 

มีสันติภาพระหว่าง “ฮีราม” และ “ซาโลมอน” ทั้งสองก็ทรงกระทำสนธิสัญญากัน” (1 พงศ์กษัตริย์ 5:11-12), และพระเยโฮวาห์พระราชทานสติปัญญาแก่ซาโลมอน ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ และมีสันติภาพระหว่างฮีรามและซาโลมอน และทั้งสองก็ทรงกระทำสนธิสัญญากัน (2 พงศาวดาร. 2:13)

 

การสร้างพระวิหารหลังแรกนี้ถูกสร้างขึ้นบน “ภูเขาโมริยาห์” ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่อับบราฮัมได้ถวายอิสอัคต่อพระเจ้า พระองค์ตรัสว่า "จงพาบุตรชายของเจ้าคืออิสอัค บุตรชายคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก ไปยังแผ่นดินโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบูชา บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า" (ปฐมกาล 22:2)

ภูเขาโมรียา

รูปนี้เป็นภาพของสถานที่สร้างพระวิหารหลังที่ 1 โดยจะสังเกตว่า เนินเขาลูกนี้จะลักษณะเหมือนอักษรหนึ่งในภาษาฮีบูร คือ  (Shin) หรือ เชม แปลความหมาย คือ “นามของเราจะอยู่ที่นั้น”


ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่หนึ่งที่สำคัญของประเทศอิสราเอลนั้นคือ Dome of the Rock และเหตุผลที่สำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสร้าง พระวิหารบนภูเขาลูกนี้ ในพระคัมภีร์ได้บันทึกเกี่ยวกับคำอธิษฐานของโซโลมอนไว้ว่า “เพื่อว่าพระเนตรของพระองค์จะทรงลืมอยู่เหนือพระนิเวศนี้ ทั้งกลางคืนและกลางวัน คือสถานที่ซึ่งพระองค์ได้ตรัสว่า `นามของเราจะอยู่ที่นั่น' เพื่อว่าพระองค์จะทรงสดับคำอธิษฐาน ซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์จะได้อธิษฐาน ตรงต่อสถานที่นี้ (1 พงศ์กษัตริย์ 1:29) จากคำอธิษฐานของโซโลมอน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีความจำเป็นที่พระวิหารจะต้องถูกสร้างบนภูเขาแห่งนี้ เพื่อ “นามของเรา (พระเจ้า) จะอยู่ที่นั้น”
*หมายเหตุ: พระวิหารหลังที่สองที่ถูกสร้างขึ้นโดย “กษัตริย์เฮโรด” ก็ยังถูกสร้างอยู่บนภูเขาแห่งนี้ และยังคงสืบเนื่องต่อไปในการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกันก็ยังคงอยู่บนภูเขาโมริยาห์แห่งนี้ต่อไป


สรุป การสร้างพระวิหารครั้งที่ 1 นี้จึงไม่ได้ถูกสร้างโดยชนชาติอิสราเอลอย่างแท้จริง แต่ถูกสร้างโดยคนต่างชาติ นั้นก็คือ     ฮีรามหรือหุราม(คนเผ่าดาน) ที่ชำนาญเรื่องการช่าง โดยมีโซโลมอนเป็นกษัตริย์ผู้ควบคุมดูแลอีกต่อหนึ่งจนพระวิหารหลังแรกถูกสร้างสำเร็จในที่สุด


ต่อมาอาณาจักรถูกแบ่งเป็นสองส่วน หลังจากซาโลมอนสิ้นพระชนม์ "พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วต่อซาโลมอน เพราะพระทัยของท่านได้หันไปเสียจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ได้ทรงปรากฏแก่ท่านสองครั้งแล้ว และได้ทรงบัญชาท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าท่านไม่ควรไปติดตามพระอื่น แต่ท่านมิได้รักษาพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ 11เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกับซาโลมอนว่า "เนื่องด้วยเจ้าได้กระทำเช่นนี้ และเจ้ามิได้รักษาพันธสัญญาของเรา และกฎเกณฑ์ของเรา ซึ่งเราได้บัญชาเจ้าไว้ เราจะฉีกอาณาจักรเสียจากเจ้าเป็นแน่และให้แก่ข้าราชการของเจ้า 12กระนั้นก็ดี เพราะเห็นแก่ดาวิดบิดาของเจ้าเราจะไม่กระทำในวันเวลาของเจ้า แต่เราจะฉีกออกจากมือบุตรชายของเจ้า  13อย่างไรก็ดี เราจะไม่ฉีกเสียหมดอาณาจักร แต่เราจะให้ตระกูลหนึ่งแก่บุตรชายของเจ้า เพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา และเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มซึ่งเราได้เลือกไว้" (1 พงศ์กษัตริย์ 11:9-13)


ประมาณ 722-720 ปี ก่อนคริสตกาล - อิสราเอล (10 เผ่า) ถูกโจมตีและอัสซีเรียกวาดต้อนไปเป็นเชลย “ในรัชกาลของเปคาห์พระราชาแห่งอิสราเอล ทิกลัทปิเลเสอร์พระราชาแห่งอัสซีเรียได้ยกมา และยึดเมืองอิโยน เอเบล-เบธมาอาคาห์ ยาโนอาห์ คาเดช ฮาโซร์ กิเลอาด กาลิลี แผ่นดินนัฟทาลีทั้งหมด และกวาดต้อนประชาชนเป็นเชลยไปยังอัสซีเรีย”  (2 พงศ์กษัตริย์ 15:29)

 

586 ปี ก่อนคริสตกาล - อาณาจักรยูดาห์ ถูกโจมตีโดยบาบิโลน และพระวิหารหลังแรกถูกทำลาย “อยู่มาเนบูคัดเนสซาร์พระราชาแห่งบาบิโลน ได้ยกมาพร้อมกับกองทัพทั้งสิ้นของพระองค์เข้าสู้รบ กรุงเยรูซาเล็ม และล้อมกรุงนั้นไว้ และเขาทั้งหลายได้สร้างเครื่องล้อมไว้รอบ.. ท่านได้เผาพระนิเวศของพระเจ้าเสีย และเผาพระราชวัง และเผาบ้านเรือนทั้งหมดของเยรูซาเล็ม ท่านเผาบ้านใหญ่ทุกหลังลงหมด ..ได้ทลายกำแพงรอบเยรูซาเล็มลง” (2 พงศ์กษัตริย์ 25:1), (9-10) 

 

538-515 ปี ก่อนคริสตกาล - “กษัตริย์ไซรัส” ออกพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้ชาวยิว 50,000 คนกลับอิสราเอลได้ ซึ่งนำโดย “เศรุบบาเบล” และครั้งที่สอง นำโดย “เอสรา” แล้วดาริอัสทรงออกกฤษฎีกา และทรงให้ค้นดูในบาบิโลน ในหอเก็บหนังสือที่คลังราชทรัพย์ และในเอกบาทานาเมืองป้อมซึ่งอยู่ในมณฑลมีเดีย ได้พบหนังสือม้วนหนึ่งซึ่งมีข้อความเขียนอยู่ต่อไปนี้ บันทึกในปีต้นแห่งรัชกาลไซรัสพระราชาทรงออกกฤษฎีกาว่า เรื่องพระนิเวศของพระเจ้าที่เยรูซาเล็ม ให้สร้างพระนิเวศนั้นขึ้นใหม่” (เอสรา 6:1-3)

 

166-160 ปี ก่อนคริสตกาล - อิสราเอลถูกปกครองด้วยชาวกรีก และได้ทำให้ พระวิหารเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน ในสมัยของอันทิโอกัส เอพิฟาเนส (ปี 167 ก่อน ค.ศ.) ท่านได้สร้างแท่นกราบไหว้บูชาพระซูสแห่งภูเขาโอลิมปัส ที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม และใช้หมูเป็นเครื่องบูชา (ดาเนียล.9:27; 11:31; 12:11) ทั้งพระซูสและหมูเป็นสิ่งสะอิดสะเอียนในสายพระเนตรพระเจ้า เหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นอีกเมื่อพวกโรมันได้นำเอารูปปั้นของจักรพรรดิคาลิกูล่าเข้าไปในพระวิหารในปี ค.ศ.38 หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดการปฏิวัติโดย ยูดาส แมคคาบีน” และเกิดราชวงศ์ “ฮัชโมเนียนและพระวิหารได้รับการชำระ

(โปรดติดตามตอนต่อไป ในการสร้างพระวิหารที่ 2)

ปล. ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนายุคสุดท้ายในกลุ่ม endtime ซึ่งผมได้มีโอกาสไปฟัง และรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบคุณ คุณอภิรักษ์ สอนพรินทร์ ผู้บรรยาย ที่ได้เอื้อเฟื้อข้อมูล


คัดลอกจาก http://www.oknation.net/blog/Joseph/2008/11/03/entry-1

 

Last Updated on Tuesday, 23 December 2008 16:17
 

Comments  

 
0 #1 อามิจัง 2010-05-22 19:42
พระเจ้าอวยพรค่ะ
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh

 

ความเห็นของผู้อ่าน บทความต่างๆ ที่เข้ามาล่าสุด