Home เกร็ดความรู้ของคริสเตียน พระเจ้าและวิทยาศาสตร์ (GOD and Science) ตอนที่ 2/2

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday332
mod_vvisit_counterYesterday3659
mod_vvisit_counterThis week7351
mod_vvisit_counterThis month55522
mod_vvisit_counterAll (since 19Jan2009)2446497

Who's Online

We have 67 guests online

Alexa

พระเจ้าและวิทยาศาสตร์ (GOD and Science) ตอนที่ 2/2 PDF Print E-mail

ทำไมโลกจึงมีฤดูกาล
             ฤดูกาลเกิดขึ้นเพราะโลกของเราเอียง 23 องศา ก่อให้เกิดความงดงามของฤดูกาลและความหลากหลายของชีวิต

ดวงจันทร์มีไว้ทำอะไร?
             ดวงจันทร์ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาแกนโลกให้สมดุล เพราะความที่ขนาดของดวงจันทร์มีขนาดพอดีๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปทำให้เกิดความสมดุลที่แกนโลก หากไม่มีดวงจันทร์แกนโลกของเราอาจจะขยับ และถ้าแกนโลกขยับ จะก่อให้เกิดภัยพิบัติทางฤดูกาลอย่างรุนแรง

              นอกจากนี้ดวงจันทร์ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น น้ำลง ปรากฎการณ์นี้ช่วยเติม O2 ให้กับมหาสมุทร และทำให้สัตว์ทะเลดำรงชีพอยู่ได้ และเป็นความสำคัญอย่างสูงต่อห่วงโซ่อาหารทั้งโลก

ความมหัศจรรย์ของน้ำ
             เมื่ออุณหภูมิของน้ำลดลง มันจะจมลงข้างล่าง และเมื่อมันเย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็งมันจะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ เพื่อรับความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ ปรากฏการณ์นี้ช่วยให้ก้นทะเลไม่เป็นน้ำแข็ง และสัตว์น้ำรอดชีวิต


แต่หากน้ำเย็นจนเป็นน้ำแข็งและยิ่งจมลง มหาสมุทรจะเริ่มเย็นจากข้างล่างขึ้นมาเรื่อยๆและสัตว์น้ำก็จะอยู่ไม่ได้



บรรยากาศของโลก


11-7-2009 13:49

atmosphere

Atmosphere บรรยากาศโลก




โลกมีชั้นบรรยากาศหนา 25 กิโลเมตร พอดีๆ ซึ่งทำให้อุกาบาตที่ตกลงมาถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศก่อนพุ่งชนโลก และเป็นเกราะป้องกันรังสีต่างๆ และทุกครั้งที่มีฟ้าผ่า จะทำให้  ไนโตรเจน รวมตัวกับ ออกซิเจน และตกลงสู่พื้นดินพร้อมกับฝน เป็นปุ๋ยอย่างดีให้กับพืช ดังนั้นฟ้าผ่าจึงไม่ได้มีไว้สาบานเท่านั้น ^^


หากชั้นบรรยากาศของโลกเบาบางกว่านี้จะทำให้ป้องกันรังสีและอุกาบาตได้ไม่ดี
หากชั้นบรรยากาศของโลกหนากว่านี้จะทำให้โลกกักเก็บความร้อนมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถอยู่ได้
               

FUSION

11-7-2009 13:49


              

            ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นบนดวงอาทิตย์จะเกิด Solar Wind พัดเข้าสู่โลกด้วยความเร็ว 400 กิโลเมตรต่อวินาที พายุสุริยะจะกัดกร่อนชั้นบรรยากาศไปเรื่อยๆ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกจะถูกทำลาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ช่วยป้องกันเราจากพายุสุริยะ นั่นคือสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งก่อให้เกิด Van Allen radiation belt  ซึ่งป้องกันโลกจากพายุสุริยะ ทำให้เกิดการหักเหพัดพายุสุริยะไม่ให้ Solar Wind พัดเข้าสู่โลกโดยตรง และสิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่งดงามนั่นก็คือ แสงเหนือหรือแสงใต้ (ขึ้นอยู่กับว่าเกิดขึ้นบริเวณขั้วโลกซีกเหนือหรือใต้)       และทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกไม่ถูกทำลาย

aurora north light

11-7-2009 13:49

 

Aurora North Light


            
            
          โลกมีสนามแม่เหล็กห่อหุ้มไว้ นักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่มีคุณค่านี้ ในขณะที่ดาวข้างเคียงของเรา เช่น ดาวอังคาร ไม่มีสนามแม่เหล็กห่อหุ้ม ทำให้ชั้นบรรยากาศถูกกัดกร่อนไปจนหมด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการพบว่าสนามแม่เหล็กของโลกกำลังอ่อนแรงลงทุกวันๆ เมื่อสนามแม่เหล็กโลกหมดกำลังลง ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ คงไม่ต่างอะไรจากดาวแดงอันร้อนระอุไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตขั้นสูง


การสร้างสรรค์ หรือ ความบังเอิญ
สสารทุกอย่างในโลกประกอบด้วยอะตอม ซึ่งอะตอมก็ประกอบด้วยโปรตอนและอิเล็กตรอน

โปรตอนมีขนาดเพียง 1×10−15 เมตร หากขนาดของโปรตอนคลาดเคลื่อนเพียง 0.02% จะไม่เสถียร นั่นหมายถึงจะไม่มี

Hydrogen เมื่อไม่มี Hydrogen ก็จะไม่มีน้ำ ถ้าไม่มีน้ำก็จะไม่มีบ่อเกิดแห่งชีวิต    คลาดเคลื่อนเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวสรรพสิ่งทั้งหมดที่อุบัติขึ้นบนโลกก็จะ ไม่มีเกิดขึ้น         
ดั่งคำกล่าวหนึ่งของทฤษฎีไร้ระเบีบย "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"         


ขนาดที่ลงตัวของดวงอาทิตย์
หากดวงอาทิตย์ใหญ่เกินไปจะทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้การระเบิดส่งผลต่อดาวเคราะห์ที่เป็นบริวาร และถ้าดวงอาทิตย์เล็กกว่านี้โลกจะต้องเข้าไปอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเพื่อ รับความอบอุ่น ส่งผลให้โลกต้องหมุนรอบตัวเองช้าลง ซึ่งส่งผลรุนแรงมาก หาก 1 วันยาวนานกว่า 24 ชั่วโมง อุณหภูมิกลางวันและกลางคืนจะต่างกันอย่างรุนแรง สิ่งมีชีวิตไม่อาจเกิดขึ้นได้

                     
โลกและระบบสุริยะของเรา อยู่ในตำแหน่งที่พอดีๆในทางช้างเผือก คือห่างจากใจกลางกาแล็กซีประมาณ 27,000 ปีแสง และอยู่ระหว่าง Spiral arm พอดีทำให้เราไม่ถูกชนโดยระบบสุริยะอื่นๆ และเราไม่โดนผลกระทบในใจกลางจากการระเบิดของ Super Nova ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในใจกลางกาแล็กซี นอกจากนี้ระบบสุริยะของเราทั้งระบบเคลื่อนที่ด้วยความเร็วของแกนการหมุนของ ทางช้างเผือกพอดี
               
การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์กลมพอดี ทำให้อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หากโคจรเป็นวงรีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิอย่างรุนแรง สิ่งมีชีวิตไม่อาจก่อกำเนิดได้



ตำแหน่งของโลก
อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Life Zone ซึ่งหากอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เกินไปจะทำให้ร้อนเกินไป
หากอยู่ไกลเกินไปจะทำให้หนาวเย็นจนอยู่ไม่ได้


lifezone




ขนาดที่พอดีๆของดวงอาทิตย์
หากดวงอาทิตย์ใหญ่เกินไปจะทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้การระเบิดส่งผลต่อดาวเคราะห์ที่เป็นบริวาร และถ้าดวงอาทิตย์เล็กกว่านี้โลกจะต้องเข้าไปอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเพื่อ รับความอบอุ่น ส่งผลให้โลกต้องหมุนตัวเองช้าลง ซึ่งส่งผลรุนแรง หาก 1 วันยาวนานกว่า 24 ชั่วโมง อุณหภูมิกลางวันและกลางคืนจะต่างกันอย่างรุนแรง สิ่งมีชีวิตไม่อาจเกิดขึ้นได้


ทำไมโลกจึงต้องมีน้ำถึง 2 ใน 3
น้ำในมหาสมุทรช่วยในการ buffer ไม่ให้อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนต่างกันมากจนเกินไป นอกจากนี้กระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นที่ไหลเวียนในมหาสมุทร ทำให้อุณหภูมิในเขตศูนย์สูตรและขั้วโลกไม่ต่างกันมากเกินไป


แล้วถ้าโลกหมุนเร็วขึ้นล่ะจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าโลกหมุนเร็วขึ้นกว่านี้ 8 ชั่วโมง จะเกิดพายุพัดด้วยความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง เกิดขึ้นตลอดเวลา



ระบบสมดุลออกซิเจน
ออกซิเจนจะต้องถูกควบคุมเป็นอย่างดี ถ้าวัฏจักรของออกซิเจนสูญเสียไป ออกซิเจนจะหมดไปในเวลาเพียง 5,000 ปี สิ่งที่ควบคุมออกซิเจนคือ พืช สัตว์กินพืช และสัตว์กินเนื้อ
หากไม่มีสัตว์กินเนื้อ สัตว์กินพืชจะมีจำนวนมากเกินไป ทำให้พืชถูกกินจนหมดสิ้น
หากไม่มีสัตว์กินพืช พืชจะมีอยู่มากเกินไป และเผาผลาญคาร์บอนไดออกไซด์จนหมด
ดังนั้นปริมาณสัตว์กินพืชและสัตว์กินเนื้อต้องพอดี เพื่อรักษาปริมาณออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
คาร์บอนไดซ์ออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกช่วยกักเก็บความร้อนเอาไว้ คาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไปโลกจะร้อนจัด คาร์บอนไดออกไซด์น้อยเกินไปโลกจะเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง


ทำไมโลกจึงมีขนาดเท่านี้ โลกของเราเล็กเกินไปไหม?
หากโลกเราใหญ่กว่านี้ 2 เท่า เราจะหนักขึ้น 4 เท่า
แต่ทำไมดาวพฤหัสจึงมีขนาดใหญ่กว่าโลกของเราหลายเท่า
ความใหญ่โตของดาวพฤหัสทำให้มีแรงดึงดูดมหาศาล ดึงดูดอุกาบาตเอาไว้


jupiter

11-7-2009 13:49




หากไม่มีดาวพฤหัสโลกของเราจะมีโอกาสถูกดาวหาง อุกาบาต ดาวเคราะห์น้อย พุ่งเข้าชนมากถึง 10,000 เท่า ซึ่งหมายถึงว่าสิ่งมีชีวิตจะถูกทำลายจนหมดสิ้นเพราะอุกาบาต

ทฤษฎีการกำเนิดมนุษย์แฝงทัศนคติของศาสนาคริสต์
เป็นไปได้หรือที่มนุษย์เรามีความแตกต่างทางเชื้อสาย มีสีผิวที่แตกต่างกัน จะมีบรรพบุรุษคนเดียวกัน
จากการศึกษาของ Wells ได้พบว่ามนุษย์ทั้งโลกมีบรรพบุรุษคนเดียวกันอยู่บริเวณทวีปแอฟริกา
รหัสพันธุกรรม ทำให้เราทราบว่า มีการอพยพออกจาก แหล่งกำเนิดดั้งเดิมของมนุษย์เป็นระยะๆ เข้าสู่ถิ่นฐานใหม่ ซึ่งก็คือจุดกำเนิดของชนชาติต่างๆ
นอกจากนี้จากการศึกษาของ Haigh และ Maynard Smith ก็พบสิ่งซึ่งตรงกันว่าผู้ชายทั้งโลก ไม่ว่าผิวสีใด มีบรรพบุรุษร่วมกันหนึ่งเดียวคือ Adam
        

พระเจ้าตรัสว่า  ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียวเราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น

แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท  ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่  พระองค์ ทรงนำกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา  แล้วทำให้ผิวหนังแนบสนิทเข้าด้วย กันดังเดิม ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงนำออกจากมนุษย์เพศชายนั้น  พระองค์ทรง สร้างให้เป็นหญิง  แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น


11-7-2009 13:56

 





การสร้างมนุษย์เพศหญิงขึ้นมาจากมนุษย์เพศชาย กับการสร้างมนุษย์เพศชายขึ้นมาจากมนุษย์เพศหญิงอันไหนง่ายกว่ากัน
               
ผู้หญิงมีโครโมโซม XX ผู้ชายมีโครโมโซม XY ทำให้โครโมโซมเพศหญิงเป็น subset ของเพศชาย
การสร้างมนุษย์เพศหญิงจึงง่ายกว่ามาก เพียงแค่นำ Chromosome X ออกมา และเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งตัวเท่านั้น
ดังนั้นการสร้างมนุษย์เพศชายก่อนแล้วจึงสร้างมนุษย์เพศหญิงจึงง่ายกว่ามาก



มนุษย์ทั้งโลกมาจากแม่คนเดียวจริงหรือ
การดูจาก Chromosome นั้นไม่สามารถวัดได้เพราะ ผู้หญิงนั้นมีโครโมโซม X 1 คู่ ตัวหนึ่งได้มาจากพ่อ อีกตัวได้มาจากแม่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ได้ คือมีสิ่งหนึ่งที่มาจากแม่เสมอ นั่นคือ Mitochondrial DNA ซึ่งมีหน้าที่ทำหน้าเป็นปอดให้กับเซลล์
ใน Mitochondrial มี DNA ฝังอยู่ข้างใน ซึ่ง Mitochondrial นั้นมาจากผู้เป็นแม่เท่านั้น โดยติดมากับไข่ของแม่



mitochondrial dna

11-7-2009 13:56

 

Mitochondrial DNA





ด้วยสิ่งนี้เราจึงย้อนกลับไปหาฝ่ายแม่ได้ จากการศึกษาในปัจจุบัน ผลสรุปที่ออกมาคือ มนุษย์ทุกคนสืบเชื้อสายมาจากหญิงคนเดียวในอดีตนั่นคือ เอวา
และเมื่อนำอัตราการเกิด การ Mutation มาคำนวณเทียบกับความหลากหลายใน Mitochondrial DNA ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประมาณได้คร่าวๆว่า เอวา มีชีวิตอยู่เมื่อ  6,500 – 8,000 ปีก่อน  


จริงหรือ? ที่มนุษย์ทั้งโลกถือกำเนิดขึ้นจากมนุษย์เพียงคู่เดียว คำถามที่ยังคงเป็นคำถามไร้ซึ่งคำตอบ ปริศนาดำมืดบนโลกยังมีอีกมากมาย    วิทยาศาสตร์ใช่เป็นคำตอบของทุกสิ่ง กรอบความคิดที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่ออธิบายความเข้าใจที่ยังอยู่ห่างไกลนัก

 

 

ที่มา : http://www.mythland.org

 

Add comment


Security code
Refresh

 

ความเห็นของผู้อ่าน บทความต่างๆ ที่เข้ามาล่าสุด