Home เกร็ดความรู้ของคริสเตียน คานาอัน .. ในควันไฟที่ไม่เคยจางหาย (prypilas)

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday323
mod_vvisit_counterYesterday3659
mod_vvisit_counterThis week7342
mod_vvisit_counterThis month55513
mod_vvisit_counterAll (since 19Jan2009)2446488

Who's Online

We have 71 guests online

Alexa

คานาอัน .. ในควันไฟที่ไม่เคยจางหาย (prypilas) PDF Print E-mail
Saturday, 24 January 2009 13:09

บทความจาก mblog เว็บไซน์ผู้จัดการ  http://mblog.manager.co.th/prypilas/th-46691/

ดินแดนที่ครั้งหนึ่ง .. เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับ ท่านอับราฮัม ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของทั้งชาวยิวและชาวอาหรับไว้ว่า ..

“เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่สืบมาให้เป็นกรรมสิทธิ์นิรันดร์ และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า”

'ดินแดนแห่งน้ำนมและน้ำผึ้ง' ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตดินแดนที่รู้จักกันดีในชื่อ .. ‘ปาเลสไตน์’ .. 

แผนที่ : คานาอัน (ซ้าย) เขตปกครองปาเลสไตน์ (ขวาบน) ฉนวนกาซ่า (ขวาล่าง)

ซึ่งในวันนี้มีจำนวนผู้เสียชีวิตแล้วถึง 1,013 คน และบาดเจ็บอีก 4,580 คน ในการสู้รบระหว่างอิสราเอล กับรัฐบาลฮามาส ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 สัปดาห์

อะไร .. ??? ที่ทำให้ดินแดนซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้แห่งนี้ ต้องกรุ่นด้วยไฟแห่งสงคราม อย่างไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับลงไปเช่นนี้ .. หลายคนอาจจะคิดว่า .. นั่นมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทาง ‘ศาสนา’ ซึ่งคงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนนัก ..

 

ชาวยิวจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบตะวันออกกลาง ล้วนอยู่ร่วมกับชาวอาหรับได้อย่างสงบสุขตลอดมา .. ในกรณีนี้ ‘ศาสนา’ จึงสมควรเป็นเพียงปัจจัยที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเสริมเติมประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ในภายหลังเสียมากกว่า

 

เช่นนั้นแล้ว .. อะไรกันละที่ทำให้คนที่มีบรรพบุรุษเดียวกัน นับถือพระเจ้าองค์ เดียวกัน ต้องมารบราฆ่าฟันกันอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ .. คำตอบง่ายๆ ที่อาจจะฟังคล้ายกับกำปั้นทุบดินแต่ก็น่าที่จะถูกต้องที่สุด นั่นก็คือ เพราะ .. ‘ความเกลียดชัง’ .. เพียงตัวเดียวเท่านั้นเอง ..

 

เป็นความเกลียดชังที่เกิดขึ้นบนความเห็นแก่ตัวของประเทศที่เรียกตนเองว่า .. ‘มหาอำนาจ’ ที่ก่อให้เกิดเป็นรอยแผลกับคนทั้งสองกลุ่ม จนยากที่จะลบเลือน หรือเยียวยาให้หายไปได้โดยง่าย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานซักเพียงใดก็ตาม .. มองย้อนกลับไปในอดีต .. ในวันที่เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังได้ถูกกลบฝังลงบนแผ่นดินคานาอัน ก่อนที่จะเติบโตงอกเงยขึ้นมาเป็นเชื้อไฟของสงคราม ที่คอยเผาผลาญชีวิตผู้คนอยู่ในปัจจุบัน ..

 

เริ่มจากปี ค.ศ. 1860 เมื่อกลุ่ม Zionism ซึ่งประกอบไปด้วยชาวยิวผู้มีฐานะ ได้เริ่มก่อตัวขึ้นมาในยุโรป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูรัฐยิวให้กลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยการระดมเงินกว้านซื้อที่ดินในเขตปาเลสไตน์จากสุลตานแห่งแห่งอาณาจักร ออตโตมานซึ่งเป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าว จากนั้นก็คอยให้การสนับสนุนชาวยิวให้ย้ายถิ่นฐานกลับไปยังดินแดนซึ่งพระเจ้าเคยประทานให้ไว้ในอดีต ทำให้รัฐยิวเริ่มปรากฎเค้าลางให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

 

จนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อจูงใจ และตอบแทนคุณูปการของดร.คาอิม (ชาวยิวโอนสัญชาติ หนึ่งในสมาชิก Zionism) ซึ่งสามารถคิดค้นดินระเบิดที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถผลิตได้เองจากวัตถุดิบในประเทศให้กองทัพอังกฤษไว้ใช้ในสงคราม รัฐบาลอังกฤษจึงได้ตกลงใจที่จะมอบดินแดนในปาเลสไตน์ให้เป็นที่พักพิงถาวรแก่ชาวยิว โดยทำข้อตกลงขึ้นมาภายใต้สนธิสัญญา ‘บัลฟอร์’ ซึ่งลงนามโดยลอร์ด อาร์เธอร์ เจมส์ บัลฟอร์ รมต. กระทรวงกลาโหมในขณะนั้น

 

แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ดี (เห็นแก่ตัว) ที่มักจะนึกถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองเพราะขณะที่กำลังเล่นบทของผู้สำนึกในบุญคุณ อีกทางหนึ่งสนธิสัญญาอีกฉบับซึ่งลงนามโดย เซอร์เฮนรี่ แม็คมาฮอน ข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำอียิปต์ก็ได้ถูกทำขึ้นมาพร้อมๆ กัน บนข้อตกลงที่จะยกดินแดนบางส่วนรวมถึงดินแดนปาเลสไตน์ให้กับชาวอาหรับ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ช่วยรบในสงคราม

 

การรับบทผู้ดี 2 หน้าครั้งนี้ของอังกฤษทำให้หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงข้อพิพาธระหว่างอาหรับและยิวจึงเกิดขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็อ้างสิทธิของตนเหนือดินแดนปาเลสไตน์ตามสนธิสัญญาที่ถือคนละฉบับและแม้ว่าในปี ค.ศ. 1923 องค์การสันนิบาตชาติจะตกลงให้อังกฤษส่งมอบดินแดนนั้นให้กับชาวยิวก็ตาม แต่อังกฤษก็ยังคงเมินเฉยแถมยังยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเครื่องต่อรองกับประเทศอาหรับให้ช่วยรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกครั้ง

 

และก็อีกเช่นเคยที่เมื่อหลังสงคราม อังกฤษยังคงครอบครองดินแดนนี้ไว้ซะเองโดยไม่ได้ส่งมอบให้กับฝ่ายใด ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากจำนวนชาวยิวที่อพยพเข้ามาหลังสงครามซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในปี 1947 องค์การสหประชาชาติจึงแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการมีมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ออกเป็น 2 ส่วน สำหรับชาวอาหรับและชาวยิว แน่นอนว่าสำหรับชาวยิวการมีแผ่นดินเป็นของตนเองย่อมสร้างความพอใจเป็นอย่างมากแต่กับชาวอาหรับซึ่งเห็นว่าตนเองสมควรได้รับสิทธิในการครอบครองดินแดนแห่งนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว มติเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่น่าพอใจอย่างแน่นอน ถึงขนาดที่นาย Faris el-Khouri ผู้แทนซีเรียในองค์การสหประชาชาติลุกขึ้นประกาศว่า
 
"ตราบใดที่ปัญหาปาเลสไตน์ยังไม่ได้รับการแก้ไข พวกเราจะไม่รับประกันความปลอดภัยของชาวยิวในโลกอาหรับ ..”

 

 

และคำประกาศนี้ก็มิใช่เป็นเพียงคำขู่ เพราะหลังจากนั้นการจราจลต่อต้านชาวยิวได้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างในกลุ่มประเทศอาหรับ ส่งผลให้ชาวยิวที่อาศัยอยู่ในประเทศแถบนั้นต้องเสียชีวิตลงไปเป็นจำนวนมาก จึงเกิดกระแสการอพยพครั้งใหญ่ของชาวยิวจำนวนนับล้านเข้าสู่ .. อิสราเอล และในปีถัดมา (1948) ความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่เป็นเวลานานก็ได้เวลาประทุขึ้นสร้างรอยแผลให้กับดินแดนแห่งนี้จนยากที่จะเยียวยาได้อีกต่อไป  ทันทีที่อังกฤษสั่งถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาคนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ในเรื่องของน้ำมันกับกลุ่มประเทศอาหรับเอาไว้ อันเป็นการเปิดทางให้กับกองทัพอาหรับเข้าบดขยี้ยิวแล้วควันไฟแห่งสงครามก็ได้เคลื่อนเข้ามาคลี่คลุมบนผืนแผ่นดินนี้ .. ทันที

 

ชาวยิวประกาศตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาทันทีในวันนั้น (14 พฤษภาคม 1948) ภายใต้บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเอกราชที่พวกเขารอมานานกว่า 3,000 ปี ที่จัดขึ้นพร้อมกับการเตรียมพร้อมเข้าสู่ภาวะสงคราม เช้าวันรุ่งขึ้น .. กองทัพอาหรับ 5 ประเทศอันประกอบไปด้วย อียิปต์ อิรัค ซีเรีย จอร์แดน และเลบานอน ก็บุกเข้าสู่อิสราเอลทุกทิศทาง พร้อมประกาศกร้าวว่า .. จะขับไล่ยิวให้ตกทะเลภายใน 1 สัปดาห์ แต่เหตุการณ์ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ .. วิกฤตการณ์คลองสุเอซในครั้งนั้นกลับยืดเยื้อกินเวลาไปกว่า 8 เดือนโดยที่กลุ่มประเทศอาหรับไม่สามารถบดขยี้ยิวได้ดังที่หวัง จนองค์การสหประชาชาติและอังกฤษต้องออกหน้าเข้ามาไกล่เกลี่ย และแม้จะได้ข้อสรุปที่อิสราเอลต้องยอมเฉือนแบ่งดินแดนในส่วนของตนออกไปให้กับประเทศอาหรับต่างๆ อีกครั้ง

 

แต่รอยเลือดที่เกิดขึ้นมาคราวนี้มันดูเหมือนว่า .. จะล้างไม่ออกเสียแล้ว .. ในปี 1967 กลุ่มประเทศอาหรับ กำลังพลรวมกันกว่า 700,000 นาย บุกเข้าโจมตีอิสราเอลอีกครั้ง .. ซึ่งในครั้งนี้ .. ตูม !! ตูม !! ตูม !! สงครามจบลงภายในเวลา 6 วัน อิยิปต์ จอร์แดน อิรัค และซีเรีย สูญเสียกองทัพอากาศไปทั้งหมด จอร์แดนเสียทหารไปเกือบ 20,000 คน อียิปต์อีกหมื่นกว่าคน ในขณะที่อิสราเอลเสียทหารไปประมาณ 600 กว่าคน และได้ดินแดนเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว รวมถึงกรุงเยรูซาเล็ม ฉนวนกาซ่า และเวสต์แบงก์

 

สำหรับชาวยิวในการสู้รบทั้งสองครั้งทำให้ .. ‘อิสราเอล’ .. กลายมาเป็น .. ‘บ้าน’ หลังแรกของพวกเขาที่พระเจ้าทรงประทานให้  ‘บ้าน’ หลังสุดท้ายที่ให้พวกเขายืนหยัดทรงกายโดยที่ไม่ต้องเป็นเพียงผู้อาศัย และเป็น ‘บ้าน’ ที่ต้องใช้เลือด เนื้อ ชีวิต  เข้าปกปักษ์รักษาเอาไว้ สิ่งเหล่านั้นยิ่งสร้างความผูกพันกับแผ่นดินนี้จากเดิมที่มีมากอยู่แล้ว ให้ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวี ..

แต่กับชาวอาหรับ หยดเลือดและชีวิตที่ต้องสูญเสียในความพ่ายแพ้ ที่ได้รับจากสงครามกับอิสราเอลในครั้งนี้ย่อมก่อให้เกิดเป็นรอยแค้นที่ยากจะลบเลือนไปจากใจ ทำให้ไม่อาจยอมรับได้ที่ต้องเห็น ‘ศัตรู’ ดำรงอยู่ท่ามกลางมวลหมู่พวกตน

 

แม้ว่าต่อมา ในวันที่ 18 พฤษภาคม 1994 อิสราเอลจะตกลงให้ชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์เลือกผู้บริหารของตนขึ้นปกครองกันเองและถอนทหารทั้งหมด ออกจากฉนวนกาซ่าในปี 2005 แล้วก็ตาม ..แต่นั่น ก็ยังคงไม่สามารถลบเลือนความเกลียดชังที่เกิดขึ้นมาแล้วให้หายไปได้ ‘ความเกลียดชัง’ ที่ผู้คนทั้ง 2 ชนชาติไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นแต่แรก แต่ต้องแบกรับเอาไว้มาเป็นเวลานาน ท่ามกลางเสียงระเบิด ควันไฟ น้ำตา และความสูญเสีย 

 

สันติภาพที่แท้จริงใน ‘คานาอัน’ จะเป็นเพียงความหวังบนคำสวดภานาของผู้คนจากทั่วโลก ที่ต้องการจะเห็นสันติสุขเกิดขึ้นบนแผ่นดินแห่งนั้น .. หรือไม่ .. คงต้องขึ้นอยู่กับว่า ริ้วรอยของความเกลียดชังนั้นจะลบเลือนหายจากไปเมื่อใด ซึ่งก็ได้แต่ร่วมภาวนาขอให้สิ่งนั้นเกิดมามาในเร็ววัน .. เท่านั้นเอง ..

หมายเหตุผู้เขียน: บทความนี้เขียนขึ้นเพียงเพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงมูลเหตุแห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามสิ่งที่ผู้เขียนได้รับรู้มาเท่านั้น โดยมิได้มีเจตนาที่จะชี้นำหรือระบุว่าใครผิด ใครถูก ..  เพราะนั่นคงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอีกต่อไปแล้ว .. ในวันนี้

บทความโดย

พรายพิลาศ

พฤหัสบดี แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๒ พ.ศ. ๒๕๕๒

ข้อมูลประกอบบทความ :

ยิว โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์
แหวกยิวเข้าฉนวนกาซ่า โดย จันทร์ ศรีจรูญ แอนเดอร์สัน
อิสราเอล-ปาเลสไตน์ (ตอน 2) โดย Janghuman
http://janghuman.wordpress.com/
‘ปาเลสไตน์’ ความหมายที่ถูกแปลเปลี่ยน โดย เอื้องอัยราวัณ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=jess&month=07-2006&date=23&group=6&gblog=2
ข่าวการสู้รบในฉนวนกาซ่า
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=358594

 

ภาพประกอบบทความ

แผนที่คานาอัน
 http://regelearning.payap.ac.th/docu/ts122/map/map03.htm
แผนที่ปาเลสไตน์
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:West_Bank_%26_Gaza_Map_2007_(Settlements).gif
ภาพจากฉนวนกาซ่า
http://webboard.playpark.com/showthread.php?p=392973

Last Updated on Saturday, 24 January 2009 13:15
 

Add comment


Security code
Refresh

 

ความเห็นของผู้อ่าน บทความต่างๆ ที่เข้ามาล่าสุด