Home มานาชีวิต บทเรียนดีๆกับคำอธิษฐานทูลขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้า ของกษัตริย์อาสา

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1254
mod_vvisit_counterYesterday3360
mod_vvisit_counterThis week4614
mod_vvisit_counterThis month52785
mod_vvisit_counterAll (since 19Jan2009)2443760

Who's Online

We have 123 guests online

Alexa

บทเรียนดีๆกับคำอธิษฐานทูลขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้า ของกษัตริย์อาสา PDF Print E-mail

2 Chronicles 14:6 There was no war during those years, for Yahweh gave him peace.

 

 มีคนเคยบอกว่าชีวิตก็เหมือนกับท้องฟ้า  ในยามที่มีสุขท้องฟ้าก็แจ่มใส  ทุกอย่างล้วนมีแต่ความชื่นบาน แต่ในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหา  ในยามที่สถานการณ์ต่างๆนั้นเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้  ท้องฟ้าที่แจ่มใสนั้นก็กลับมีเมฆครึ้ม  ความมืดได้เข้าครอบงำ  ความสว่างต่างๆได้หายไปสิ้น  บางคนอาจจะอาจจะได้แต่ปลอบโยนตนเองว่าอีกไม่นานพายุก็จะหายไป  ท้องฟ้าก็จะแจ่มใสอีกครั้ง แล้วเราในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้อย่างไร 



หากเอ่ยชื่อกษัตริย์อาสา  หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ หลายคนอาจจะไม่รู้จักกับกษัตริย์องค์นี้เลย  แต่ถ้าหากเราได้ศึกษาถึงเรื่องราวของกษัตริย์องค์นี้แล้ว เราจะพบว่าชีวิตของเขานั้นสามารถนำมาเป็นบทเรียนสอนใจเราได้เป็นอย่างดี

 

อาบียาห์จึงล่วง หลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ เขาก็ฝังพระศพไว้ในนครดาวิดและอาสาโอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองแทนพระองค์ ในรัชกาลของอาสา แผ่นดินได้สงบอยู่สิบปี  และอาสาทรงกระทำสิ่งที่ดีและชอบในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์  พระองค์ทรงกำจัด แท่นบูชาพระต่างด้าวและปูชนียสถานสูงทั้งหลาย และพังเสาศักดิ์สิทธิ์ลง และได้โค่นอาเช-ราห์เสีย  และทรงบัญชาให้ยูดาห์แสวงหาพระเยโฮวาห์พระเจ้า แห่งบรรพบุรุษของตนและให้รักษาพระธรรมและพระบัญญัติ  พระองค์ทรงกำจัดปูชนียสถานสูงและแท่นเครื่องหอมออกเสียจากหัวเมืองทั้งสิ้น ของยูดาห์ด้วย และราชอาณาจักรก็ได้สงบอยู่ภายใต้พระองค์ พระองค์ทรงสร้างหัวเมืองที่มีป้อมในยูดาห์ เพราะแผ่นดินก็สงบ พระองค์มิได้ทำสงครามในปีเหล่านั้น เพราะพระเจ้าทรงประทานการหยุดพักสงบแก่พระองค์  2พงศาวดาร 14:1-6

 

เมื่อกษัตริย์อาสาได้ปกครองยูดาห็นั้น เขาได้เริ่มต้นทำในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า  นั่นก็คือการกำจัดแท่นบูชาของพระต่างด้าว  การกำจัดปูชนีย์สถานสูงทั้งหลาย  การโค่นอาเชราเสีย  นอกจากนี้พระองค์ยังได้บัญชาให้ยูดาห์แสวงหาพระเจ้าและให้รักษาพระธรรมและ พระบัญญัติของพระองค์  และเมื่อกษัตริย์อาสาได้ทำในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า  พระเจ้าก็ให้แผ่นดินพักสงบ



สิ่งที่กษัตริย์อาสาทำถ้าเทียบกับในสมัยนี้ก็เหมือนกับการออกกฏหมายกำจัดบาป ผิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งทำลายรูปเคารพ การปิดสถานเริงรมย์ต่างๆ การกำจัดการพนันและสิ่งล่อลวงต่างๆ  และนี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้าต่อประเทศไทยของเราด้วยเช่นกัน

หากเราลองมองดูตัวเอง สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำเป็นอันดับแรก  นั่นก็คือการสารภาพบาปของเรา  การหันหลังให้กับความบาป  และหันหน้ากลับมาหาพระเจ้า  อยาก ให้เราลองใคร่ครวญดูว่าวันนี้มีสิ่งใดที่เป็นความบาป  เป็นรูปเคารพของเราหรือไม่  เราได้กำจัดสิ่งเหล่านั้นหรือยัง  เราได้แสวงหาพระเจ้าและปฏิบัติตามพระธรรมและพระบัญญัติของพระองค์หรือไม่?  และเมื่อเราทำในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า  พระเจ้าก็จะโปรดประทานการพักสงบให้กับชีวิตของเราอย่างแน่นอน

 

แต่แล้ววันหนึ่งเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับกษัตริย์อาสา  ใน  2  พงศาวดาร 14:9-11  บันทึกไว้ว่า เศ-ราห์ชาวเอธิโอเปีย ได้ออกมาต่อสู้กับเขาทั้งหลายด้วยกองทัพคนหนึ่งล้าน และรถรบสามร้อยคันมาถึงเมืองมาเรชาห์  และอาสาทรงยกออกไปปะทะกับเขา และเขาทั้งหลายก็ตั้งแนวรบในหุบเขา เศฟาธาห์ที่มาเรชาห์  และอาสาร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของพระองค์ว่า "ข้าแต่พระเจ้าไม่มีผู้ใดช่วยได้อย่างพระองค์ ในการสู้รบกันระหว่างผู้ที่มีกำลังกับผู้ที่ไม่มีกำลัง ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายพึ่งพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาต่อสู้กับชน หมู่ใหญ่นี้ในพระนามของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขออย่าให้มนุษย์ชนะพระองค์

 

ท่ามกลางความสงบสุข  ท่ามกลางการหยุดพักนั้น  วันหนึ่งกษัตริย์อาสาเองก็ต้องพบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน  เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เกินกำลังตนเองจะควบคุมได้  ปัญหาที่มาแบบไม่ตั้งตัวก็คือการที่กองทัพของชาวเอธิโอเปียจำนวน 1 ล้านคน  ได้ยกมาประชิดกับยูดาห์  ไม่เพียงเท่านี้  ชาวเอธิโอเปียยังได้นำรถรบอีก  300 คัน มาร่วมทำสงครามด้วย  ซึ่งหากเปรียบกับสมัยนี้  รถรบก็คือรถถังในสมัยของเรานั่นเอง  นอกจากนี้ยูดาห์ยังมีกำลังคนก็น้อยกว่ามาก  อาวุธก็ด้อยกว่า  ในสายตามนุษย์นั้นไม่มีทางเลยที่ยูดาห์จะสามารถเอาชนะปัญหานี้ได้ 



เช่นเดียวกันกับชีวิตเรา  หากเราต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เราจะรับมืออย่างไร  หากสิ่งที่เคยเป็นหลักประกัน  สิ่งที่เคยให้ความมั่นคงกับชีวิตเราต้องสั่นคลอนลง  หากวันนี้เราต้องสูญเสียหน้าที่การงาน  หรือหากเราต้องเผชิญปัญหากับโรคร้าย  หรือต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อาภาวะจิตใจของเรา  เราจะเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร 

 

กษัตริย์อาสาไม่ได้ขอ ความช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตร ไม่ได้แสวงหาคำปรึกษาจากมนุษย์คนใด  แต่สิ่งที่เขาทำนั่นก็คือคุกเข่าลงอธิษฐานทูลขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้า  แม้ว่าพระคัมภีร์จะบันทึกคำอธิษฐานของกษัตริย์อาสาในเวลานี้สั้นๆ  แต่เราก็ได้รับบทเรียนหลายอย่างและยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ของเราได้ด้วย

บทเรียนประการแรก ก็คือกษัตริย์อาสารู้จักผู้ที่เขาร้องขอความช่วยเหลือ 

กษัตริย์อาสาบอกว่า  ไม่มีผู้ใดช่วยได้อย่างพระองค์”  เหตุที่ไม่มีใครสามารถช่วยได้อย่างพระองค์ก็เพราะว่าพระองค์ทรงรู้จักเรา เป็นอย่างดี  และพระองค์ทรงมีฤทธิ์อำนาจ  พระองค์มีหนทางมากมายในการที่จะช่วยลูกของพระองค์  สาเหตุที่อาสารู้ได้ว่า   ไม่มีผู้ใดช่วยได้อย่างพระองค์”    ก็เป็นเพราะเขาคงจะเคยได้ยินเรื่องราวการช่วยกู้ของพระเจ้าในอดีต  เหมือนกับในพระธรรมโครินธิ์  10:11 ที่ได้บอกไว้ว่า เหตุการณ์ เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย ซึ่งกำลังประสบวาระสุดท้ายแห่งบรรดายุคเก่า”  พระเจ้าสามารถช่วยเหลือประชากรของพระองค์ได้ในหลากหลายวิธี  ในเวลานั้นกษัตริย์อาสาอาจจะระลึกถึงการช่วยกู้ของพระเจ้าโดยผ่านทางผู้รับใช้ของพระองค์ในอดีต  ไม่ว่าจะเป็นโยชูวาที่ทำลายเมืองเยริโคด้วยการเดินรอบเมือง  หรือการที่พระเจ้าทรงใช้กิเดโอนกับคนเพียงสามร้อยคนรบชนะคนมีเดียน (ผู้วินิฉัย  7:7)  หรือจะเป็นแซมซันที่ใช้กระดูกขาตะไกรลาสดๆรบชนะคนฟิลิสเตียถึง  1,000  คน  (ผู้วินิฉัย  15:15)  หรือสลิงของดาวิดที่ฆ่าโกลิอัสและนำชัยชนะมาสู่คนอิสราเอล  

 

เช่นเดียวกันในชีวิตของเราเอง  หลายๆคนอาจจะมีประสบการณ์การช่วยกู้ของพระเจ้า หากเรามองย้อนกลับไปแล้วเราจะพบว่าพระเจ้าช่วยเราไว้อย่างมากมาย  ไม่ว่าเราจะมีมากหรือน้อย  ไม่ว่าเราจะเข็มแข็งหรืออ่อนแอ พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่สามารถช่วยกู้เราได้ในทุกสถานการณ์  เพราะว่า  “ไม่มีผู้ใดเหมือนพระองค์”

บทเรียนประการที่สอง ก็คือ  กษัตริย์อาสาอธิษฐานทูลขออย่างเจาะจง

เมื่อเราทูลขอพระเจ้าอย่างเจาะจงพระองค์ก็จะทรงตอบคำอธิษฐานเราอย่างเจาะจง เช่นเดียวกัน  มีครั้งหนึ่งที่ผมต้องการจะเปลี่ยนงาน  ผมทูลขอพระเจ้าอย่างเจาะจงว่าอยากได้งานใหม่ที่มีเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้  อยากได้ที่ทำงานใกล้รถไฟฟ้า  ผมอยากทำงานแค่ห้าวันคือจันทร์ถึงศุกร์และไม่อยากเลิกงานดึก  นี่คือคำอธิษฐานที่ผมขออย่างเจาะจง  แล้วพระเจ้าก็ประทานงานใหม่ให้ผม  ผมได้เงินเดือนเท่ากับที่ผมขอไว้  ที่ทำงานผมอยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลชิดลม  ซึ่งก็ใกล้กับรถไฟฟ้าสถานีชิดลม  ผมทำงานเลิกห้าโมงครึ่งก็สามารถกลับบ้านได้เลยไม่ต้องเลิกงานดึก  บริษัทที่ผมทำนั้นเป็นบริษัทลูกจากสิงคโปร์  ซึ่งที่สิงคโปร์นั้นต้องทำงานวันเสาร์ด้วย และทางสิงคโปร์ก็อยากให้บริษัทที่เมืองไทยทำงานวันเสาร์เช่นกัน  แต่เนื่องจากบริษัทที่ผมเข้าไปทำงานนั้นเป็นบริษัทก่อตั้งใหม่  ในช่วงแรกนั้นงานยังมีไม่มากก็เลยให้ทำงานแค่จันทร์ถึงศุกร์ไปก่อน และเมื่อเปิดบริษัทได้สักระยะ  เมื่อมีงานมากขึ้นค่อยทำงานวันเสาร์  แต่ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผมทำงานที่นั่นบริษัทยังไม่มีนโยบายให้พนักงานทำงาน วันเสาร์แต่อย่างใด  ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่เป็นเรื่อง บังเอิญอย่างแน่นอน เมื่อเราทูลขอพระเจ้าอย่างเจาะจง  พระองค์ก็ตอบคำอธิษฐานเราอย่างเจาะจงด้วยเช่นเดียวกัน 


สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ  กษัตริย์อาสาไม่ได้บอกพระเจ้าว่าพระองค็ต้องทำอย่างไร  เช่นเดียวกันกับเรา เมื่อเราอธิษฐาน  อย่าให้เราบอกพระเจ้าว่าจะต้องทำอย่างไร  หลายคนเมื่ออธิษฐานกับพระเจ้ามักบอกว่า  พระเจ้าขั้นแรกขอทำอย่างนี้นะ ขั้นต่อไปค่อยทำอย่างนั้น  นี่เป็นคำอธิษฐานที่ผิด  อย่าลืมว่าพระเจ้าสามารถช่วยเราได้ในหลากหลายทาง  และพระองค์ทรงรู้จักเราดีและรู้ว่าควรช่วยเราอย่างไร ไม่ต้องบอกพระองค์  และนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆคนโกรธพระเจ้าเมื่อไม่เห็นพระเจ้าตอบทีละขั้นตอนตามที่ตนเองปรารถนา 

 



กษัตริย์อาสาอธิษฐานแค่ว่า  ขอทรงช่วยข้าพระองค์”  ไม่ได้บอกพระเจ้าว่าจะต้องช่วยอย่างไร  ไม่ได้กำหนดวิธีต่อสู้ให้พระเจ้า  เพราะเขารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยเขาได้ร้อยแปดวิธี  เขาไว้วางใจและมอบหนทางแห่งการช่วยกู้ไว้กับพระเจ้า

บทเรียนประการสุดท้ายก็คือ  คำอธิษฐานของกษัตริย์อาสาบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเจ้า

พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขออย่าให้มนุษย์ชนะพระองค์ กษัตริย์อาสารู้ว่าเขาไม่ได้เลือกพระเจ้ามาเป็นพระเจ้าของเขา  แต่พระเจ้าต่างหากที่เลือกกษัตริย์อาสามาเป็นประชากรของพระองค์    หากกษัตริย์อาสาแพ้ไม่ใช่มนุษย์ที่แพ้  แต่เป็นพระเจ้า  และเพื่อพระเกียรติของพระเจ้าเอง  ดังนั้นขออย่าให้มนุษย์ชนะพระองค์ได้  เช่นเดียวกับเราเมื่อเราอธิษฐาน ให้เราตระหนักว่าเราเป็นลูกของพระองค์  และเมื่อพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา  เราก็มั่นใจได้ว่าไม่มีใครสามารถต่อสู้เราได้  เหมือนกับที่บอกไว้ใน  โรม 8:31 ว่า  ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา” 

แล้วผลของคำอธิษฐานของกษัตริย์อาสาเป็นอย่างไร  ใน 2  พงศาวดาร 1412  ได้บันทึกไว้ว่า  พระเจ้าจึงทรงให้ชาว เอธิโอเปียพ่ายแพ้ต่ออาสาและต่อยูดาห์ และชาวเอธิโอเปียก็หนีไป



แม้ว่ากองทัพของกษัตริย์อาสามีน้อยกว่าชาวเอธิโอเปียเกือบเท่าตัว แม้ว่ากองทัพเอธิโอเปียจะมีรถรบถึง  300 คัน  แต่เมื่อกษัตริย์อาสาร้องทูลขอความเชื่อเหลือจากพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะต่อสู้เราได้  ผลของคำอธิษฐานก็คือศัตรูที่ยกมานั้นต้องพ่ายแพ้ไป 

ในเวลานี้หากเรากำลังเผชิญอยู่กับความทุกข์ยากลำบาก หากเราตกอยู่ในสภาพเดียวกับกษัตริย์อาสาที่เจอปัญหาเกินกว่าที่เราจะแก้ไข ได้  ให้เราเข้ามาหาพระเจ้า  อธิษฐานต่อพระองค์ เพราะไม่มีใครช่วยเราได้เหมือนพระเจ้า  ให้เราอธิษฐานต่อพระองค์อย่างเจาะจง แล้วพระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา  เพราะเราเป็นประชากรของพระองค์  เป็นบุตรของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา  ใครเล่าจะสามารถต่อสู้เราได้

เรียบเรียงโดย จิรายุส  บงกชมาศ

 


 

 

http://www.christiansiam.com/Article/Article.html

 

Comments  

 
0 #1 ชัยชนะ 2011-01-08 07:42
อ่านแล้ว รู้สึกมีกำลังใจ ในการดำเนินชีวิ ตมากครับ ...
“ไม่มีผู้ใดช่วย ได้อย่างพระองค์ ” พระองค์ทรงรู้จั กเราดีและรู้ว่า ควรช่วยเราอย่าง ไร
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh

 

ความเห็นของผู้อ่าน บทความต่างๆ ที่เข้ามาล่าสุด