|
ความใกล้ชิดจะหลั่งไหลส่งต่อความรัก ความผูกพันจากพระวิญญาณ
เมื่อเราสนิทกับคนที่เรารัก แม้เราอยู่ด้วยกันนิ่งๆ ไม่ได้คุยกันแต่จิตใจของเราก็ผูกพัน อบอุ่นและเข้าใจกันมากกว่าเมื่อเราอยู่กับใครสักคนที่พูดแต่เรื่องการงาน ขอและอยากให้ทำอะไรบางอย่างให้ ดังนั้นความสนิทสนมเป็นอะไรที่มากกว่าการใช้เวลาและให้เวลามากกว่าเพื่อนทั่วไป อย่ารักงานหรือของประทานมากกว่ารักพระเจ้า ไม่เช่นนั้นการเข้าหาพระเจ้าของเราจะเต็มไปด้วยการพูดแต่เรื่องของประทาน การเจิม ราชกิจของพระเจ้าแต่ปราศจากการแสดงออกถึงความรู้สึกความผูกพัน ความสัมพันธ์ ความที่อยากจะสนิทสนมกับพระองค์เลย เวลาเงียบๆเป็นการระบายความทุกข์และความสุข บางครั้งความเงียบ พระองค์ทรงชันสูตรใจเรา พระวิญญาณทรงรู้ความทุกข์ใจของเรา ทรงปลอบใจเราในความเงียบได้เช่นกัน ในความใกล้ชิดเป็นเวลาเราจะได้ชื่นชมพระองค์ เป็นเวลาที่เราจะมองเห็นพระคุณของพระองค์ ความรัก การทรงนำ เวลาที่ผ่านมาเป็นพระองค์จริงๆ ส่วนอื่นเป็นองค์ประกอบหรือเป็นฉากเท่านั้น เวลาพระองค์นำเราย้อนอดีต โอกาสที่พระวิญญาณจะได้นำเราสำแดงสิ่งที่พระองค์ทรงสำแดง อยากเล่า อยากบอกสิ่งที่พระองค์ต้องการเล่าหรือพูดเรื่องราวของพระองค์ที่ทำในเราที่ผ่านมา เพื่อเราจะได้บอกรักซึ่งกันและกันกับพระองค์ มันมากกว่าที่เราพยายามจะพูดหรือทำให้พระองค์ ความใกล้ชิดจะรับการถ่ายทอด การเติม การเจิมและการทรงสถิต การรับการเติมให้เต็มอิ่มในความรัก การเจิม การทรงสถิต ไฟ การสำแดง ความสดใหม่ การเปิดเผยจากพระเจ้า ทั้งหมดนี้เราจะเห็นว่าคนที่สนิทสนมนั้นจะรับการสำแดงใหม่สดอยู่เสมอ เพราะของวันนี้ก็จะเก่าไปสำหรับวันพรุ่งนี้ เพราะคนที่ใกล้ชิดพระเจ้า ชีวิตเขาจะสดใหม่อยู่เสมอ เพราะพระเจ้าไม่ได้เรียกเขาว่าบ่าวแต่เรียกเขาว่าสหายและเมื่อมีอะไรพระองค์ย่อมบอกเขาเหมือนพระองค์บอกกับอับราฮัมและพระคริสต์ก็จะสำแดงแก่ท่านเช่นกัน (ยน.15:15) “เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีกเพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหายเพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” อย่าไปพึ่งพาแต่การเจิมมือสอง หลายครั้งพวกเราวิ่งตามผู้รับใช้และรับการวางมือเพื่อรับการเจิม ซึ่งผู้รับใช้เหล่านั้นก็ผ่านการอธิษฐานแสวงหา มีชีวิตปล้ำสู้ และเสาะแสวงหาความสนิทสนมกับพระเจ้ามาแล้วจนค้นพบ การที่เราไล่พยายามรับการเจิมและการวางมือจากท่านเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเพื่อเป็นสิ่งท้าทายและเป็นกำลังให้เราในการต่อสู้ แต่เราอย่าลืมที่จะปล้ำสู้ ยอมสละบางสิ่งบางอย่างที่เป็นอุปสรรคในการที่จะ เอาชีวิตเราเองมาสนิทสนมกับพระองค์และรับการเติมให้เต็มล้นโดยพระองค์เองโดยไม่ต้องผ่านมนุษย์เลย เมื่อคุณสนิทสนมกับพระวิญญาณคุณจะเป็นตัวของตัวเอง คุณจะเป็นต้นแบบไม่ใช่เงาสะท้อน โมเสสคือโมเสส ดาวิดคือดาวิด ไม่มีตัวแทนเงาสะท้อนแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะเพราะพระองค์จะให้ความมั่นใจในการรับใช้ การดำเนินชีวิตอย่างที่คุณเป็นโดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบผู้อื่น อีกทั้ง คุณยังจะรับการสำแดงให้ทำในสิ่งที่เป็นคุณทำเองอีกด้วย เหมือนโยชูวาเดินรอบกำแพงเยริโค 7 รอบและรอบสุดท้ายเมื่อตะโกนโห่ร้อง กำแพงก็ทลาย ผมยังอยากจะเอ่ยถึงเบนนี่ ฮินที่ทำพันธกิจในเอกลักษณ์ของท่านที่ขรึม น่ายำเกรงหรือรอดนี่ โฮเวิทย์ บราวบนเวทีท่านจะสนุก ทำอะไรแปลกๆแต่ทุกคนล้วนมีเอกลักษณ์มาจากความสัมพันธ์และสนิทสนมกันกับพระวิญญาณ บริสุทธิ์ทั้งสิ้น ความสนิทสนมนำมาซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างฤทธิ์อำนาจกับผลพระวิญญาณ พระลักษณะความยิ่งใหญ่ การสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้ามักจะคู่กับความดี พระคุณของพระองค์เสมอ เหมือนชีวิตพวกเราที่มีผลพระวิญญาณสำแดงให้แก่คนรอบข้างและฤทธิ์อำนาจแห่งของประทานเพื่อช่วยเหลือผู้คน คนที่มีความสนิทสนมกับพระวิญญาณจะมีผลคู่กันอยู่เสมอทำให้คนรอบข้างเห็นทั้งความดีและอัศจรรย์ของพระองค์ผ่านชีวิตเรา เพื่อเขาจะได้รู้ว่าพระองค์สามารถช่วยเขาได้จริงๆ เมื่อเราหมกมุ่นกับความสนิทสนม ราคาที่เราจะได้รับคือ การทรงสถิตในชีวิตของเราและนำไปสู่การสำแดงหรือบางกลุ่มเรียกว่า (สู่การเจิม) ชีวิตของท่านจะเห็นการสำแดงมากมายจากพระเจ้า เห็นและรับความรักจากพระเจ้าเป็นเพราะเราใกล้ชิดพระองค์ จากนั้น เราจะรักพระเจ้าเป็น เราจะเข้าใจเพราะรับเป็น ให้เป็นและสุดท้ายมีความรักแก่ผู้อื่นได้ง่ายๆ ความใกล้ชิดสนิทสนมมีค่ามากกว่าคำวิจารณ์บวกหรือลบ เมื่อเราหมกมุ่นกับพระวิญญาณ เราจะมีความสุข อบอุ่น รับความรักจากพระองค์เต็มที่ การสำแดง (การเจิม)ความสัมพันธ์ที่ลึกลงไป จะทำให้เราจะลืมปัญหา เสียงคนติฉินนินทาและค่านิยมของเราจะเปลี่ยน เกิดความมั่นคงเต็มที่เพราะชีวิตของเราอยู่บนความสัมพันธ์กับพระวิญญาณ พระคำ ความสนิทสนมแล้วเราจะพบความสุขที่เหนือกว่า สุดท้ายผู้ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมจะเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง ท่านใกล้ชิดพระเจ้า พระองค์ทรงให้น้ำพุแห่งชีวิตไหลสู่ตัวท่าน การเจิม ประสบการณ์อันยาวนานกับความสัมพันธ์ ความเข้าใจที่ท่านรับใช้จนเป็นเจ้าของสิทธิในของประทานนั้น สุดท้ายแล้วท่านก็จะเป็นผู้ที่ส่งต่อการเจิม ของประทาน มรดกฝ่ายวิญญาณนี้ให้แก่ผู้อื่น ท้าทาย สอนได้ ท่านให้ไปได้เพราะท่านปล้ำสู่จนท่านเป็นเจ้าของการเจิมนั้นเองและเราได้มาเปล่า เราก็ให้เปล่าๆ ขอให้ท่านเหมือนมารีย์ ขณะที่ทุกคนกินดื่มที่บ้านซีโมน มารีย์นั่งอยู่ที่พระบาท ฟังคำสอนและสนิทสนมกับพระคริสต์และสิ่งที่เธอได้คือ คำชมจากพระองค์ ชื่อเสียงของเธอไปเท่าที่พระกิตติคุณไปถึงเพราะเธอเลือกจะใกล้ชิดมากกว่าความสนุกสนาน เพราะเธอรู้จักเวลาที่ควรบันเทิงและเวลาที่ควรรอคอย ขอพระวิญญาณประทานสติปัญญาให้แก่ท่านครับ ความสนิทสนมนำไปสู่ชัยชนะ ชัยชนะนำไปสู่ฤทธิ์อำนาจ ตอน ความสนิทสนมนำไปสู่ชัยชนะ เราจะไม่สามารถมีชีวิตที่มีชัยชนะได้หรือนิสัยใหม่ ธรรมชาติใหม่ได้ หากเราไม่มีความสนิทสนมกับพระเจ้าเพราะการสนิทสนมนำไปสู่ชีวิตที่มีชัยชนะ การเปลี่ยนแปลงและนิสัยใหม่ ธรรมชาติใหม่ เมื่อเรามีธรรมชาติใหม่มีชีวิตของพระเยซูคริสต์ ฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะสำแดงในเรา มีการสำแดงถึงฤทธิ์อำนาจ การทรงสถิต การสำแดงที่อัศจรรย์ในการรับใช้ ดังที่เราได้ยินคำที่กล่าวกันเสมอคือ การเจิมหรือบางกลุ่มใช้ศัพท์คำว่า การสำแดงหรือบางกลุ่มใช้คำว่า เมื่อแผ่นดินพระเจ้ามาถึง ทั้งหมดเกิดขึ้นจากผลของชีวิตที่มีความสัมพันธ์ (ความสนิทสนม) และการเปลี่ยนแปลงใหม่ (ชัยชนะในชีวิต) ธรรมชาติใหม่และสุดท้ายคือ ฤทธิ์อำนาจ (การเจิม) หมายสำคัญต่างๆ แล้วทำไมเราไม่มีการเจิม? หรือไม่เห็นการสำแดงหรือของประทานของพระวิญญาณจึงเห็นได้ไม่ชัดเจน นั่นเพราะชีวิตเราขาดพลัง พ่ายแพ้หรือไม่บริสุทธิ์ ทำไมชีวิตเราจึงไม่บริสุทธิ์เพราะเราไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตอน ฤทธิ์อำนาจและการเจิมมีผลต่อจิตวิญญาณ ทำไมเราจึงไม่เคยเห็นหมายสำคัญอย่างต่อเนื่องและรับใช้ด้วยฤทธิ์อำนาจ การสำแดงที่เหนือธรรมชาติดังที่พระคริสต์ได้สั่งไว้ ในมก. 16:15-18 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า “เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอดแต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษ มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ เขาจะจับงูได้ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขาและเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วยแล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค“ เพราะเราไม่ให้คุณค่าในการรับใช้มากกว่าความสัมพันธ์ ตอนนี้ผมอยากจะทำความเข้าใจอีกมิติของการรับใช้ บางคนรับใช้ได้ในมิติของฝ่ายร่างกาย เช่น ร้องเพลงไพเราะทักษะดี เล่นได้ตามตัวโน็ตตามทักษะที่ฝึกฝนมีผลกระทบต่อโสตประสาทอันงดงามแห่งเสียงเพลงการนมัสการของเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองและนิ้ว เท้า ปากที่เปล่งเสียงออกมาตามใจสั่งได้หรือหากเป็นการรับใช้ก็จะเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการให้เป็นระบบระเบียบ ตามคำสั่งของผู้เล่นดนตรีและผู้บริหารที่ได้วางโครงการไว้ เจ้าของผลงานและคนเล่นจะเกิดความภูมิใจและคนรอบข้างก็จะชื่นชมแต่อาจจะไม่ถูกใจจนติดตามพวกเขาได้ แต่บางคนรับใช้ที่ลึกลงไปอีกระดับคือ มีผลต่อจิตใจคนเพราะการร้องเพลง เล่นดนตรีของเขา ไพเราะจนทำให้คนรับแรงบันดาลใจหรือการบริหารที่ดียอดจนคนรอบข้างอยากจะเข้ามาร่วมมือและร่วมขบวนการ แต่สิ่งที่ทำนี้ยังไม่ถึงจุดสุดยอด จุดสูงสุดคือ การที่เขาเหล่านี้มีการเจิมและนำการทรงสถิตที่มีผลต่อการร้องเพลง การรับใช้ที่มีการทรงสถิต นำมาซึ่งการเยียวยา รับการปลดปล่อยให้คนที่อยู่รอบข้างได้มีอิสรภาพและการรื้อฟื้นฝ่ายจิตวิญญาณ เรื่องนี้สำคัญมากเพราะอาจารย์เปาโลกล่าวว่า เนื้อหนังต้องตายก็คือ แม้จะตอบสนองต่อเนื้อหนังหรือจิตใจ วันหนึ่งพวกเราก็ต้องตายแต่จิตวิญญาณให้ชีวิตก็คือ ทุกสิ่งที่ทำต้องพัฒนาด้านจิตวิญญาณ ผมอยากจะเล่าเรื่องการประกาศครูเสดให้ฟังสักเรื่อง ในงานประกาศครั้งหนึ่งมีผู้ชมมากมายมาในงานประกาศนั้นและมีการร้องเพลงพิเศษ ปรากฎว่าหลังจากที่นักร้องคนแรกร้องด้วยทักษะที่ดีเยี่ยม ร้องตรงตัวโน๊ตและเสียงอันไพเราะ หลังจากเพลงจบที่ประชุมปรบมือดังมากและนาน ทุกคนยืนขึ้นโห่ร้องด้วยความชื่นใจในเสียงเพลงนั้นจนเสียงเงียบลง ก็มีนักร้องร้องเพลงพิเศษอีกคนขึ้นมาร้องแต่คนนี้ไม่ใช่มืออาชีพ เป็นหญิงที่สนิทสนมกับพระเจ้า เธอร้องเพลงเสร็จ ปรากฏว่าที่ประชุมเงียบ ไม่มี เสียงปรบมือ ไม่มีเสียงโห่ร้องมีแต่ความเงียบและนานหลายนาที แต่ที่ตาของแต่ละคนน้ำตาคลอ ซาบซึ้งในความรักของพระเจ้า และอยากกลับมาหาพระองค์ ทั้งที่หญิงคนที่สองร้องเพลงก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนแรกและเสียงก็สู้ไม่ได้ ตัวอย่างนี้เองผมกำลังจะบอกว่าการเจิมมีผลต่อด้านจิตวิญญาณอย่างไร? เพราะชีวิตใหม่กำลังเกิดขึ้น เราจะสนิทสนมได้อย่างไร? ความสนิทสนมกับพระเจ้าไม่มีทางลัดและทำแทนกันไม่ได้ ให้การรับใช้ในคริสตจักรมาชดเชยไม่ได้ แม้ท่านจะเล่นดนตรีในคริสตจักรแต่ละสัปดาห์ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านสนิทสนม แม้ท่านเตรียมเทศน์และสอนก็ไม่ได้หมายความว่าท่านเข้าเฝ้าพระเจ้า นั่นคือการรับใช้แต่การสนิทสนมคือ การจัดเตรียมเวลาว่างๆเฉพาะเจาะจงกับพระเจ้า มีเวลาอ่าน ใคร่ครวญพระวจนะ มีเวลาในการนมัสการส่วนตัว การฟังเสียง การแช่ในการทรงสถิตและร้องเพลงนมัสการ พูดภาษาแปลกๆเพื่อความสัมพันธ์หนึ่งต่อหนึ่ง เหมือนที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “สิ่งที่เราได้ยินในที่ลับ (หมายความว่า คนเดียว สองต่อสองในห้องลี้ลับ) เราก็จะเอามากล่าว ประกาศสำแดงในที่แจ้ง (คือการรับใช้) อยู่ต่อหน้าฝูงชน” เราไม่สามารถสำแดงฤทธิ์อำนาจ การเจิมของพระวิญญาณไปได้มากกว่าการอยู่ส่วนตัวกับพระเจ้าหรอกครับ ดังนั้นหากท่านยัง ทำ ทำ ทำ สิ่งที่ท่านทำก็มีผลแค่ด้านร่างกายและท้าทายในจิตใจ แต่ยังไม่สามารถปลดปล่อยคนให้มีเสรีภาพได้ ด้านการผูกมัด พันธนาการต่างๆ ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงรับใช้ในสภาพที่ต่อสู้กับตัวเอง มีปัญหาครอบครัว การเมืองในคริสตจักร ทะเลาะเบาะแว้งกัน การรับใช้น่าจะเป็นเรื่องที่สนุก มีความสุข กลับเป็นภาระที่พระเจ้าได้มอบใช้ต่อสู้ทั้งศึกภายในคือตัวเอง ศึกภายนอกคือ คริสตจักรและเพื่อนร่วมงาน สมาชิกและศึกที่มองไม่เห็นคือมาร คอยทดลองและไม่มีกำลัง สุดท้ายคือ ความเหน็ดเหนื่อย หากเรามีความสนิทสนมกับพระเจ้าจะเกิดอะไรขึ้น? ชีวิตที่บริสุทธิ์ ชัยชนะ ท่าที แรงจูงใจถูกต้องขับเคลื่อนด้วยการไม่มีอะไรฟ้องผิด ไม่กลัว มีพลัง กำลังใจเพราะพระองค์ผู้ทรงดลใจเราอยู่ พระเจ้าทำผ่านเราไม่ใช่เราพยายามทำให้พระเจ้า เมื่อเรารักพระเจ้า สนิทกับพระองค์ความสุขุม ผลพระวิญญาณ กำลังใหม่จะเข้ามา อีกทั้งความรักของพระบิดาที่หลั่งไหล การรับใช้ของเราจะมุ่งทำสิ่งที่พระบิดาบอกให้ทำและทำเพราะรักพระเจ้า รักคน (1คร13) รักครอบครัว ค่านิยมใหม่คือ สู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์ แรงจูงใจใหม่คือ เน้นการทรงสถิต ทำถูกต้องจริยธรรม ไม่มีอะไรฟ้องในใจได้ สิ่งที่ตามมาคือ การทรงสถิต การเจิม ฤทธิ์อำนาจ การระเบิด การทะลุทะลวงในของประทาน การประกาศด้วยฤทธิ์อำนาจ การรับใช้ด้วยฤทธิ์เดชมีผลต่อวิญญาณจิตแก่คนทั้งหลาย ธรรมชาติใหม่ที่รับใช้เหมือนพระเยซูเพราะท่านสอน เทศน์ นำเพราะผลมาจากความสัมพันธ์และจากความสัมพันธ์ชีวิตของท่านก็สะอาดทั้งจิตใจ ร่างกาย จิตวิญญาณ อิสระภาพแห่งชีวิตการรับใช้ที่เคลื่อนไปตามการทรงนำ มีความสุข สนุก ไร้ซึ่งกิเลส ความปรารถนาของเนื้อหนัง คำตำหนิ การเปรียบเทียบหรือคำชมไม่สามารถสั่นคลอนพันธกิจท่านได้เพราะท่านได้ตายแล้ว แต่วันนี้ชีวิตพระคริสต์ทรงดำเนินในท่าน แท้จริงผลพิสูจน์คือ วันที่พระคริสต์ทรงพิพากษาและประทานบำเหน็ดรางวัลและจะชมทุกคนตามการกระทำของแต่ละคนครับ จึงอยากหนุนใจท่านจะมีฤทธิ์เดชและการเจิมได้ ท่านต้องมีอิสรภาพ ชัยชนะ รับการปลดปล่อยชีวิตที่แท้จริงแต่มันจะเป็นได้ ท่านต้องเริ่มแสวงหาพระเจ้าและมีความสนิทสนมกับพระองค์ก่อน คำกล่าวที่ว่า ทำไมเราไม่มีฤทธิ์เดชก็เพราะเราไม่มีชัยชนะ ไม่มีอิสรภาพ ทำไมเราไม่มีชัยชนะ ก็เพราะเราไม่ได้สนิทสนมกับพระเจ้าไงครับ ลูกา 4:18-19 “พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้าเพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระและให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า”
ขอขอบคุณ บทความดีๆจากคริสตจักรพันธกิจแม่น้ำ และ อาจารย์เจริญ ยธิกุล
|