|
หลังจากเสียแขนซ้ายไปจากอุบัติเหตุได้ 2 ปี คลอเดีย มิตเชลล์ ก็ได้แขนใหม่ เป็นแขนที่เมื่อผ่าตัด "เชื่อมต่อ" เข้าไปกับร่างกายแล้ว สาวน้อย ที่เคยนั่งจมทุกข์กับน้ำตาก็บอกว่า ทำให้เธอนึกถึงตัวละครจากภาพยนตร์เรื่องคนเหล็ก ที่อาร์โนลด์ ชวาร์ชเนเกอร์ รับบทเป็นหุ่นมนุษย์จากอนาคต
เหตุผลที่คิดอย่างนั้น เพราะแขนใหม่ของมิตเชลล์ไม่ใช่แค่แขนเทียมที่ใส่เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นแขนที่เชื่อมต่อเข้ากับเส้นประสาท เมื่อประกอบกับชุดอุปกรณ์ไฟฟ้าและมอเตอร์ที่ฝังเข้าไปในกล้ามเนื้อ ก็ทำให้แขนใหม่ของเธอเป็นแขนที่สามารถใช้งานได้จริงเหมือนแขนของคนปกติธรรมดา โดยอาศัยคำสั่งให้เคลื่อนไหวได้จาก "สมอง" ของเจ้าตัว สิ่งนี้คืออุปกรณ์ที่เรียกว่า "แขนกลชีวะ" หรือไบโอนิค "อาร์ม" ซึ่ง สถาบันฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายแห่งชิคาโกได้พัฒนาขึ้น ช่วยให้ผู้พิการสามารถรับอวัยวะใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการใช้ในชีวิตประจำวัน
ก่อนหน้ามิตเชลล์ ได้เคยมีผู้ผ่าตัดเชื่อมต่อแขนกลชีวะมาก่อนแล้ว คือ เจสซี ซุลลิแวน ซึ่งเสียแขนไปทั้งสองข้าง และได้รับเลือกให้เป็นอาสาสมัครคนแรกของโครงการแขนกลชีวะ โดยซุลลิแวนได้แขนใหม่ทั้งสองข้างไปตั้งแต่ พ.ศ.2544 ได้เป็นคน (แขน) เหล็กคนแรกของโลก และจากภาพที่ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย'ตูนนำมาให้ชมกันในวันนี้ก็จะเห็นได้ว่า ซุลลิแวนสามารถ ใช้แขนกลชีวะกำ หรือจับสิ่งของได้อย่างสะดวกสบาย โดยทีมงานที่สร้างสรรค์ แขนมหัศจรรย์นี้ขึ้นบอกว่า สมองที่เป็นศูนย์กลางในการสั่งงานมายังแขนกลชีวะนี้ แทบจะไม่รู้ตัวเองเลยว่ากำลังสื่อสารคำสั่งไปกับอวัยวะอิเล็กทรอนิกส์! ซุลลิแวนบอกว่า แขนที่ได้มาใหม่นี้นำมาซึ่งความหวัง และทำให้เขาสามารถ ทำอะไรต่อมิอะไรได้เอง โดยไม่ต้องร้องขอให้ใครช่วย แม้จะเสียแขนไปแล้วทั้ง สองข้าง แต่มนุษย์เหล็กคนแรกของโลกก็บอกว่า สิ่งที่ได้มาใหม่นี้วิเศษมาก
เทคโนโลยี "ไบโอนิค" หรือกลชีวะนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ ภายใต้แนวคิด ที่อยากให้ผู้พิการได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ใช้งานง่าย และมีประสิทธิภาพ โดย นอกจากแขนพร้อมมือ ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดละเอียดอ่อนแล้วยังมีอวัยวะอื่นๆอีกหลาย ชิ้นที่ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบของไบโอนิค ที่ไม่ใช่เพียงแค่อวัยวะเทียมธรรมดาๆ
ที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือ ขากลชีวะ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเดินได้คล้ายคนปกติมากที่สุด โดยใช้แบตเตอรี่และเซ็นเซอร์ที่จะช่วยแปรสัญญาณที่ได้รับ นำไปสู่การเคลื่อนไหว ซึ่งในส่วน ของขากลชีวะนี้ นอกจากศูนย์การแพทย์ต่างๆ จะเร่งศึกษาวิจัยแล้ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ได้พัฒนาเรื่องนี้ไปมาก เพื่อช่วยเหลือ ทหารผ่านศึกที่ต้องสูญเสียขาไป อีกอวัยวะหนึ่งที่มีผู้สูญเสียไปมาก และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอีกเหมือนกัน นั่นคือตา ซึ่งในขณะที่ได้มีการพัฒนาตากลชีวะ ชื่ออาร์กัส ทู (Argus ll) ที่ได้ผ่าตัดใส่ให้กับคนไข้ในสหรัฐฯแล้วประมาณ 50-75 ราย โดยเป็นการ ฝังกล้องที่จะส่งข้อมูลการมองผ่านไปยังอีเล็คโทรด 60 ตัวที่ผ่าตัดฝังไว้ใน จอตา เพื่อทำให้การเห็นเป็นไปได้อย่างปกติ
หันไปมองด้านอวัยวะกลที่เก่าแก่ที่สุด เห็นจะเป็นหูกลชีวะ ซึ่งวิลเลียม เฮาส์ และแจ็ค เออร์บัน ได้ร่วมกันพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 โดยผ่าตัดฝังหูกลชีวะเข้าไปในส่วนของหูชั้นใน เพื่อเชื่อมกับระบบประสาท ทำให้สามารถช่วยผู้ที่มีปัญหาในการฟังให้สามารถได้ยินได้เป็นอย่างดี
ส่วนอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกาย ก็ได้มีการผลิตหัวใจกลชีวะออกมาแล้ว โดยโรเบิร์ต ทูลส์ เป็นคนไข้คนแรกของโลกที่ได้รับการทดลองผ่าตัดใส่หัวใจที่สามารถ "เต้น" อยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยได้มีการผ่าตัดปลูกถ่ายไปเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2544 ด้วยฝีมือของ ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลยิวและมหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ หัวใจชนิดแบบเอไบโอคอร์ ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับคนไข้โรคหัวใจขั้นสุดท้าย ที่หมดวิธีรักษาทางอื่นแล้ว และเมื่อได้ผ่าตัด แพทย์ก็คาดว่าสามารถจะช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยได้อีกราว 1 เดือน แต่เอาเข้าจริงๆ ทูลส์ก็มีชีวิตต่อมาได้อีกตั้ง 151 วัน ก่อนเสียชีวิตด้วยอาการเลือดออกในช่องท้อง เนื่องจากเขามีโรคอย่างอื่นอยู่ด้วย ดังนั้น หัวใจกลชีวะเอไบโอคอร์ จึงถือว่าเป็นหัวใจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และต่อมาหลังจากได้ปรับปรุงมาเรื่อยๆ บริษัท เอบิโอเมด อินค์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตหัวใจกลชีวะนี้ ก็ได้รับการอนุมัติจากกองการอาหารและยาสหรัฐฯให้ใช้หัวใจแบบนี้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2549 ส่วนผู้ป่วยเกี่ยวกับปอดก็อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะ นพ.โรเบิร์ด บาร์ทเลทท์ แห่งศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้ทำการทดลองผ่าตัดใส่ปอดเทียมให้กับแกะ โดยออกแบบให้หัวใจเป็นตัวปั๊มเลือดเข้าไปปอดเทียมนี้ได้เอง โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ภายนอกเป็นตัวปั๊มให้เลือดเข้าไปฟอกเหมือนเมื่อก่อน ปัจจุบันนี้กำลังมีการทดลองปอดชีวะในสัตว์เป็นขั้นสุดท้าย หากประสบความสำเร็จก็จะมีการทดลองกับคนต่อไปในอนาคตอันใกล้
นอกจากนั้น ยังมีการเร่งพัฒนาอวัยวะกลชีวะอื่นๆ เช่น ตับ ไต กระเพาะที่ช่วยย่อยอาหารได้จริง ลิ้นที่สามารถรับรส จมูกที่สามารถดมกลิ่น ฯลฯ ที่อีกไม่ช้าคงจะได้ผลที่ชัดเจนของการศึกษาออกมา รวมไปถึงทวารกลชีวะ ที่จะเข้ามาช่วยผู้ป่วยที่ขาดสมรรถภาพในการควบคุมการขับถ่าย เพื่อให้ สามารถกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้งด้วย แต่หากจะมองหาอวัยวะที่ซับซ้อน และน่าตื่นเต้นที่สุด เห็นจะเป็นสมองกลชีวะ
ใช่แล้วค่ะ ท่านผู้อ่านมองไม่ผิดหรอก สมองกลชีวะ อวัยวะที่ไม่น่าเชื่อว่า จะมีการ "สร้าง" ขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียใต้ ในลอสแอนเจลิส กำลังศึกษาเรื่องการสร้างสมองกลชีวะ ในสมองส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นส่วนที่เก็บความจำใหม่
งานนี้จะมีขบวนการจัดเรียงอีเล็คโทรดที่บันทึกกระแสไฟฟ้าที่ส่งจากสมอง และมีการส่งคำสั่งที่เหมาะสมกับสิ่งที่ได้รับเข้ามาออกไป แนวคิดของเหล่านักวิจัย ก็คือ ในอนาคต แพทย์สามารถผ่าตัดใส่อุปกรณ์นี้เข้าไปในสมอง เพื่อทดแทนส่วนของสมองที่ถูกทำลาย และเป็นตัวรับข้อมูลต่างๆแทนสมองส่วนที่เสียหาย
รวมความแล้ว การวิจัยอวัยวะกลเหล่านี้ กำลังถูกพัฒนาไปอย่างมากในช่วงชีวิตของพวกเรา เพื่อที่ว่าในอนาคตไม่ว่าอวัยวะส่วนใด จะเกิดความเสียหาย ก็จะสามารถผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ให้มีอยู่ แต่จะต้องใช้งานได้จริง โดยสามารถเชื่อมต่อกับระบบประสาทและสมองของคนเราให้ได้ ทั้งๆที่อวัยวะเหล่านั้นผลิตจากโลหะ หรือ พลาสติก ฯลฯ แต่ก็จะใช้งานได้ไม่ต่างจากอวัยวะจริงๆ ของมนุษย์ ทำให้คนเรากลายเป็นมนุษย์ยนต์ เหมือนที่เห็นกันบ่อยๆ ในภาพยนตร์ไซ-ไฟกับหุ่นที่มีรูปลักษณ์ เหมือนคนจริงๆไม่ผิดเพี้ยน แต่ภายใต้เนื้อหนังนั้นเป็น เครื่องยนต์กลไกที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างสลับซับซ้อน
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่องคนเหล็กได้ยังไงล่ะ
พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ในปีนี้ก็เลยมีภาค 4 ออกมา คือ Terminator Salvation "คนเหล็ก 4" มหาสงครามจักรกลล้างโลก ที่เหล่าผู้พัฒนาอวัยวะกลชีวะคงแห่กันไปดูมนุษย์ยนต์จากอนาคตในจินตนาการ ที่อีกไม่นานเราคงจะได้พบเห็นกันจริงๆ บนโลกที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งใบนี้.
ที่มา : ทีมงาน ต่วย'ตูน   คลอเดีย มิตเชลล์ กับแขนใหม่ของเธอ. เจสซี ซุลลิแวน อาสาสมัครคนแรกของโครงการแขนกลชีวะ.
|