Home สาระความรู้ทั่วไป สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง (อายุตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 5 - คริสตศตวรรษที่ 16 )

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday914
mod_vvisit_counterYesterday3360
mod_vvisit_counterThis week4274
mod_vvisit_counterThis month52445
mod_vvisit_counterAll (since 19Jan2009)2443420

Who's Online

We have 159 guests online

Alexa

PDF Print E-mail
Monday, 15 December 2008 19:10

สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง (อายุตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 5 - คริสตศตวรรษที่ 16 )


       สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยกลาง ถูกจัดขึ้นมาและเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลาย   ต่อมาหลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยโบราณแทบทั้งหมด   ยกเว้นพีระมิดล้วนแต่เสื่อมโทรมเสื่อมสลายไปหมดสิ้น เหลือเพียงร่องรอยหลักฐาน   หรือแบบจำลองเท่านั้น    สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยกลาง ล้วนแต่ยังดำรงอยู่เป็นหลักฐานให้ศึกษากันในปัจจุบัน   ถึงแม้จะเสื่อมโทรมไปบ้างตามกาลเวลา สำหรับคำว่า สมัยกลาง ของ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยกลาง มีความหมายเพียงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคถัดมาจากยุคโบราณเท่านั้น

สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง  ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1.  สนามกีฬากรุงโรม
2.  เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง
3.  กำแพงเมืองจีน
4.  กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์
5.  สุเหร่าโซเฟีย
6.  หอเอนเมืองปิซา
7.  สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย

 

สนามกีฬาแห่งกรุงโรม  (The colosseum  of  Rome)


     

สนามกีฬาแห่งกรุงโรม   เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ที่เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียนแห่งอาณาจักรโรมัน  และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิติตัส (Titus)  ในคริสต์ศตวรรษที่  1 หรือ   ประมาณปี ค.ศ. 80   อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ  527  เมตร  สูง  57  เมตร  สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ  50,000  คน  ใต้อัฒจรรย์มีห้องใต้ดินที่สร้างขึ้นเพื่อขังสิงโตและนักโทษประหาร   ก่อนปล่อยให้ออกมาต่อสู้กันกลางสนาม   นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประลองฝีมือของเหล่าอัศวินในยุคนั้น   ปัจจุบันยังคงเหลือโครงสร้างเกือบสมบูรณ์ตั้งเด่นเป็นโบราณสถานที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั่วโลก

 

เจดียกระเบื้องเคลือบนานกิง (The Porcelain Tower of Nanking)



 
      เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง   ตั้งอยู่ที่เมืองนานกิงที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน   สร้างขึ้นในสมัยของราชวงศ์เหม็ง   เมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15     ตัวเจดีย์มีลักษณะทรงสูงรูปแปดเหลื่ยม   หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว   แขวนกระดิ่งไว้ 80 ลูก   โดยรอบเจดีย์ก่อด้วยอิฐประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ   ยอดปลายแหลมของเจดีย์เป็นรูปทรงกลมต่อกันขึ้นไปและเคลือบด้วยทอง   แต่เจดีย์องค์เดิมมี  3  ชั้น   ต่อมาในสมัยของจักรพรรดิยุ่งโล้แห่งราชวงค์เหม็งประมาณ พ.ศ.  1973  ได้โปรดให้สร้างเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น  9  ชั้น   มีโซ่โยงลงมาจากชายคาตรงแนวที่เป็นเหลี่ยมขององค์เจดีย์  8  เส้น  โดยแขวนกระดิ่งตามสายโซ่รวม  72  ลูก   ปัจจุบันองค์เจดีย์อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก   เนื่องจากเหตุการณ์เกิดกบฎไท้เผ็งได้ถูกเผาทำลายเมื่อ พ.ศ. 2
 

 

กำแพงเมืองจีน  (The Great Wall of China) 



 

 


      กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 332 - 339   โดยจิ๋นซีฮ่องเต้   เป็นกำแพงอิฐที่ยาวที่สุดในโลก   ซึ่งยาวประมาณ 2400 กิโลเมตร   เพื่อป้องกันการรุกรานจากชาวตาตาร์   กำแพงสร้างด้วยดิน  หิน  และก่ออิฐโดยรอบ   มีการสร้างป้อมปราการประมาณ  15,000  แห่ง   มีฐานกว้างประมาณ  20  ฟุต   ทางเดินกว้างประมาณ 12 ฟุต  สูงประมาณ  25  ฟุต  มีระฆังบอกเหตุประมาณ  20,000  หอ   ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า  10  ปี   โดยแรงงานของประชาชนนับล้านคนและมีผู้เสียชีวิตในระหว่างการสร้างประมาณหมื่นคน   ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอสมควร   ปัจจุบันกำแพงเมืองจีนได้รับการบูรณะซ่อมแซมในส่วนที่ชำรุดเสียหาย   ซึ่งทำให้กำแพงเมืองจีนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีสภาพสมบูรณ์สวยงาม

 

กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์  (Stonehenge) 

 


      กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์   มีอายุประมาณปลายยุคหินถึงต้นยุคบรอนซ์   ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบซาลิสเบอรี   ด้านเหนือของเมืองซาลิสเบอรี   ในมณฑลวิลไซร์   ห่างจากกรุงลอนดอนไป  10  ไมล์   ประเทศอังกฤษ   ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้นำมาวางไว้   และนำมาวางไว้เพื่อจุดประสงค์ใด   นักวิทยาศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่าสร้างมาเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของมนุษย์ยุคนั้น   กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ประกอบไปด้วยก้อนหินทรงสูงขนาดใหญ่จำนวน 112 ก้อนวางตั้งเรียงเป็นรูปวงกลมซ้อนกันสามวง   บางก้อนล้มนอน   บางก้อนวางทับซ้อนอยู่บนยอด   วงหินรอบนอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง  100  ฟุต   มีน้ำหนักเป็นตันๆ   บริเวณที่ราบซาลิสเบอรีเป็นทุ่งโล่ง   ไม่มีภูเขา   และไม่ปรากฏว่ามีก้อนหินอยู่ในบริเวณใกล้เคียง   อย่างไรก็ตามในปี  พ.ศ.  2507  เจอรัลด์  เอส  เฮากินส์   นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้สันนิษฐานว่า   เป็นสถานที่สำหรับทำนายตำแหน่งของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่สัมพันธ์กับการเกิดฤดูกาลบนพื้นโลก  คือเป็นปฏิทินที่สร้างขึ้นมาอย่างหยาบๆนั่นเอง


 สุเหร่าโซเฟีย  (The Mosgue of Hagia Sophia)



 


      สุเหร่าโซเฟีย   เป็นสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะกรรมกรีกและเปอร์เชีย หรือเรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบไบเซนไทน์ (Byzantine)   สุเหร่าโซเฟียมีจุดเด่นอยู่ที่ยอดโดมกลางวิหาร   การประดับประดากระจกหลายสีที่บริเวณเหนือหน้าต่างประตู   และเสาสลักตามแบบไปเซนไทน์ถึง  108  ต้นภายในตัววิหาร   สุเหร่าโซเฟียสร้างขึ้นมาราวคริสต์ศตวรรษที่  13
โดยจักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งอาณาจักรโรมันตะวันออก   ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ  17  ปี  
เดิมเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนา  ณ  กรุงคอนสแตนติโนเปิล   ประเทศตุรกี   แต่กลับถูกชนชาติเติร์กบุกทำลาย   ต่อมาในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน   ได้สร้างขึ้นมาใหม่อย่างวิจิตรงดงามด้วยเครื่องประดับตกแต่งที่มีค่าต่างๆ   โดยใช้เวลาในการสร้างนานถึงประมาณ  20  ปี   แต่เกิดแผ่นดินไหวขึ้นทำให้แตกร้าวเสียหาย   ซึ่งได้รับการซ่อมแซมจนอยู่ในสภาพเดิมในเวลาต่อมา   พอหลังจากสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียน   พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่  2   ซึ่งทรงนับถือศาสนาอิสลามได้เข้ามามีอำนาจเหนือตุรกี   ได้ดัดแปลงให้โบสถ์กลายเป็นสุเหร่าที่มีความงามทางสถาปัตยกรรมอีกแบบหนึ่ง


 หอเอนเมืองปีซา  (The Leaning Tower of Pisa)



      หอเอนเมืองปีซา   ตั้งอยู่ที่เมืองปีซา   ประเทศอิตาลี   เป็นหอทรงกระบอก  8  ชั้น   สร้างด้วยหินอ่อนสูง  181  ฟุต   เริ่มสร้างเมื่อค.ศ.  1174   แต่การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงเมื่อก่อสร้างไปได้ประมาณ 4-5  ชั้น   เนื่องจากพื้นดินใต้อาคารเริ่มยุบลงจากการที่รากฐานของอาคารไม่มั่นคงพอ   อย่างไรก็ตามต่อมาได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อปีค.ศ. 1350   ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนของโครงสร้างด้านบนไปจากแผนผังเดิมเพื่อถ่วงดุลกับการเอียงของหอ โดยรวมระยะเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น  176  ปี   แต่ตัวหอก็ยังเอนไปจากแนวตั้งฉากถึง  14  ฟุตปัจจุบันนี้ได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมข้างบนแล้ว   เนื่องจากว่าหอจะเอนลงเรื่อยๆ   ซึ่งบรรดาวิศวกรกำลังหาทางที่จะหยุดยั้งการเอนและอนุรักษ์ให้มีสภาพเอียงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชมไปอีกนานๆ   สำหรับหอเอนปิซานี้ภายในมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายด้วยฝีมือจิตรกรชื่อดังแห่งยุคได้สลักลวดลายไว้สวยงามมาก   ณ  ที่หอเอนปิซาแห่งนี้เป็นที่ที่กาลิเลโอขึ้นไปทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแรงดึงดูดของโลก


 
สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย (The Catacombs of Alexandria) 



 


      สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย   มีชื่อเรียกว่า  คาตาโกมบ์   ตั้งอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย   ประเทศอียิปต์ เป็นสุสานฝังศพใต้ดินของกษัตริย์อียิปต์โบราณ   ไม่ปรากฎหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เป็นสุสานของใคร   และสร้างเมื่อใด   ลักษณะของสุสานไม่เหมือนกับปีรามิดคือจัดสร้างเป็นอุโมงค์ใต้ดินขุดลึกเข้าไปในภูเขาหินทราย   ทำเป็นชั้นๆ   และมีช่องทางเดินกว้างประมาณ 3-4 ฟุตวกเวียนไปมาเป็นระยะทางหลายไมล์ภายในอุโมงค์บางตอนตกแต่งอย่างสวยงาม   ที่บรรจุดพระศพคือผนังอุโมงค์ที่เจาะเป็นช่องลึกเข้าไป   มีแท่นบูชาวางด้วยตะเกียงดวงเล็กๆแขวนไหว้ด้านหน้า ปัจจุบันสุสานแห่งอเล็กซานเดรียได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อีกแห่งหนึ่ง


คัดลอกจาก http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no02-07/middle.html



 

Last Updated on Tuesday, 16 December 2008 00:54
 

Comments  

 
0 #1 gonna 2010-09-24 18:06


เจ๋งอ่ะ มีอีกมะ
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh

โฆษณาประชาสัมพันธ์ ธุรกิจของท่าน

 

ความเห็นของผู้อ่าน บทความต่างๆ ที่เข้ามาล่าสุด

รวมเรื่องราว ปี 2012

Other Articles