|
โดย : ธวัช เย็นใจ
พระคัมภีร์มีแนวโน้มเห็นอกเห็นใจคนจน 
พระเยซูทรงเชิญคนเหล่านี้เข้ามาในงานเลี้ยง (ลก. ๑๔.๑๓) ผู้ใดที่เอาใจใส่คนยากจนก็เป็นสุข (สดด. ๔๑.๑) เพราะโดยธรรมชาติผู้คนมักจะทอดทิ้งคนยากจน (ยรม. ๕๒.๑๕) พวกเศรษฐีคิดว่า สามารถใช้เงินซื้อคนจนได้ (อมส. ๘.๖) และพวกคนจนมักได้รับการดูถูกดูหมิ่น ถูกปฏิเสธ และถูกข่มเหง (สดด.๑๐๙.๑๖) แม้ในกลุ่มชนที่เรียกตนเองว่าคริสเตียนเองก็ยังมีเรื่องทำนองนี้ด้วย แบ่งชนชั้นวรรณะ เอาใจคนรวยและเหยียดหยามคนจน (ยก. ๒.๒-๖) แต่ในขณะเดียวกัน พระคัมภีร์ก็บอกว่าอย่าลำเอียงเข้าข้างคนจน (ลวต. ๑๙.๑๕) คนที่ขี้เกียจหลังยาวและเอาแต่นอนทั้งวัน ก็จะพบกับความยากจน (สภษ.๖.๑๑, ๒๔.๓๔) ไทยเราเคยมีสโลแกนว่า“ไม่มีความยากจนในหมู่ชนที่ขยัน” เมื่อกลางปี ๒๐๐๙ ที่ผ่านมา ได้มีการทำวิจัยโดยสำรวจผู้คนประมาณ ๔ พันครอบครัว ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มคนร่ำรวย คนที่อยู่ในฐานะปานกลางและคนยากจน ให้คนเหล่านี้ตอบคำถามเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดสวัสดิการสังคม และการเมือง จุดประสงค์ก็เพื่อจะได้ข้อมูลว่า คนจนกับความรวยมีความคิดแตกต่างกันอย่างไร เมื่อคนรวยจะเข้าที่อยู่อาศัยก็คิดว่า “วันนี้จะนอนที่บ้านหลังไหนดี?” ส่วนคนจนก็คิดว่า “วันนี้จะเอาบ้านที่ไหนนอน?” เมื่อคนรวยตื่นขึ้นมาก็คิดว่า “เช้านี้จะกินอะไรดี?” คนจนตื่นขึ้นมาก็คิดว่า “วันนี้จะเอาอะไรกิน?” พอจะแต่งตัวคนรวยก็คิดว่า “วันนี้จะใส่ชุดไหน?” คนจนก็คิดเช่นกันว่า “วันนี้จะเอาชุดที่ไหนใส่?” ???!! กลับมาต่อกันที่การทำโพลสำรวจนะครับ เรื่องความคิดของคนเกี่ยวกับความยากจน เมื่อถามว่า “ทำไมคนถึงจน?” และมีคำตอบให้เลือก ๗ ข้อ คือ ๑.ขาดโอกาส ๒.เรียนมาน้อย ๓.ไม่มีทุน ๔.ขี้เกียจ ๕.ไม่ขวนขวาย ๖.เกิดมาจน ๗.เข้าไม่ถึงทรัพยากร (1) ปรากฏว่าคำตอบที่คะแนนนำมาลิ่วถึง ๓๙.๘ % คือ “เพราะเกิดมาจน” คะแนนมาอันดับรอง ๑๖.๗ % คือ “ขี้เกียจ ไม่ขวนขวาย” อับดับสาม ๑๔.๕ % คือ “ไม่มีทุน” และอันดับสี่ ๙.๒ % คือ “เรียนมาน้อย” เชื่อว่าเมื่อผู้ทำโพลเห็นตัวเลขออกมาอย่างนี้ คงอยากจะร้องไห้หรือฆ่าตัวตายกระมัง เพราะมันเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงจริงๆว่า คำตอบมันจะออกมาอย่างซื่อๆ คิดแบบง่ายๆ และยอมรับในชะตากรรมของตนเอง เหตุเพราะเกินมาจน ดังนั้นผลจึงออกมาจน!! เพ็ญศรี เผ่าทองเหลือง (2) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ “ที่น่าแปลกก็คือคำตอบที่ว่า ‘จนเพราะเกิดมาจน’ นี้มาจากทั้งกลุ่มคนจนและกลุ่มคนรวย ผู้เขียนคาดว่าคนรวยน่าจะคิดว่า คนจนเพราะไม่ขยันหรือไม่มีทุนมากกว่า ก็น่าแปลกที่คนรวยและคนจนคิดแบบนี้คล้ายๆกัน นี่มันบอกอะไรเราเกี่ยวกับสังคมไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต เมื่อพบความจริงว่า คนไทยยอมรับชะตากรรมกันง่ายๆอย่างนี้?? ผู้เขียนเคยนั่งคิดเล่นๆว่า คนไทยน่าจะขยันกันให้มาก สนุกให้น้อยลงหน่อย ช่างวิจารณ์ให้น้อยลงมากๆและลงมือทำให้มากขึ้น น่าจะช่วยกันกอบกู้ประเทศได้...” พระคัมภีร์สอนให้คริสเตียนเป็นคนที่ขยันขันแข็งในการทำงาน เป็นคนประยัดและอดออม มีน้ำใจในการถวาย(ทรัพย์)เพื่อขอบพระคุณ “รักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ สุดความคิดและสุดการกระทำ” อีกทั้งในการแบ่งปันแก่คนอื่นด้วยใจรักและเมตตา “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” วิญญาณของคนขยันจะอ้วนพี (สภษ. ๑๓.๔) มือที่ขยันขันแข็งกระทำให้มั่งคั่ง (สภษ. ๑๐.๔) มือของคนที่ขยันขันแข็งจะครอบครอง (สภษ. ๑๒.๒๔) คนขยันขันแข็งจะได้ทรัพย์ศฤงคารประเสริฐ (สภษ. ๑๒.๒๗) ความขยันขันแข็งนำสู่ความอุดมสมบูรณ์แน่นอน (สภษ. ๒๑.๕) ท่านที่รัก เมื่อพระวจนะของพระเจ้ารับรองมั่นคงขนาดนี้ ให้เรารีบไปทำงานกันเถอะ.
หมายเหตุผู้เขียน : 1) ที่จริงผมว่าน่าจะเพิ่มเข้าไปอีกข้อหนึ่ง คือ ไม่อยู่กินอย่างพอเพียง หรือเก็บหอบรอมริบไม่เป็น หรือชอบใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย (ควรถือคติว่า “นกน้อยทำรังแต่พอตัว”) ข้อนี้ทำให้คนไทยเรายากจนเพราะบริหารเงินไม่เป็น “เห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง” หน้าใหญ่ใจโต เข้าข่าย “รสนิยมสูง แต่รายได้ต่ำ” เห็นได้จากคนในหมู่บ้านมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายของที่ตลาดสด เก็บเงิน(หรือกู้เงิน)มาสร้างบ้านหลังหนึ่ง และมีพิธีขึ้นบ้านใหม่ เฉลิมฉลองกันอย่างเอิกเกริกสองวันสองคืน ใช้เวลาเตรียมงานล่วงหน้านานนับเดือน ตั้งเต็นท์หลายหลังและเชิญคนเกือบทั้งหมู่บ้านมางานเลี้ยง มีพระมาทำพิธีสวดในตอนเช้า ช่วงบ่ายกลับมีเหล้ายาปลาปิ้งเพียบ จ้างวงดนตรีและนักร้องมาตะโกนใส่ไมค์เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไกลนับกิโลๆ ผู้คน(ที่รักความสงบ)รอบบ้านนอนไม่ได้จนกว่าจะเลยเที่ยงคืนไปแล้ว แต่สองวันหลังจาก “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ไปแล้ว กลับมีแต่ความว่างเปล่า สมกับคำที่ว่า “คนจนอวดโก้” โดยแท้! 2) เรื่อง “จนเพราะเกิดมาจน” เขียนโดยเพ็ญศรี เผ่าทองเหลือง คอลัมน์ “โลกหมนุเร็ว” หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์
|