Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday394
mod_vvisit_counterYesterday2944
mod_vvisit_counterThis week15304
mod_vvisit_counterThis month42902
mod_vvisit_counterAll (since 19Jan2009)2433877

Who's Online

We have 76 guests online

Alexa

ได้กลิ่นฝน PDF Print E-mail
Tuesday, 01 March 2011 13:39

ฉบับนี้ข้าพเจ้าขอแบ่งปันการอัศจรรย์ของพระเจ้าที่ทรงช่วยทารกหญิงตัวน้อยๆ ซึ่งคลอดก่อนกำหนดและที่แพทย์ลงความเห็นว่าแทบจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตหรือ หากกว่ารอดมาได้ก็จะมีความพิการซ้ำซ้อน แต่ในสถานการณ์ที่มนุษย์เห็นว่าเป็นไปไม่ได้อย่างนี้แหละ ที่พระเจ้าทรงกระทำการอัศจรรย์ 
 เรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริง
 บ่าย วันที่ 10 มีนาคม 1991 ไดอานา เบรสซิง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทางหน้าท้องเพื่อนำทารกน้อยในครรภ์ซึ่งมีอายุ เพียง 24 สัปดาห์เท่านั้นออกมาเนื่องจากมีโรคแทรกซ้อน ทารกน้อยนี้เป็นเพศหญิงและเป็นบุตรคนที่สองของครอบครัวเบรสซิงและมีชื่อว่า ดาเน ลู เบรสซิง ทารกน้อยนี้วัดความยาวได้ 12 นิ้ว และหนักเพียงหนึ่งปอนด์กับเก้าออนซ์ (ประมาณ 0.8 กิโลกรัม) เท่านั้น 
 แม้ ว่าสองสามีภรรยาตระหนักอยู่แล้วว่าลูกสาวคนใหม่คลอดก่อนกำหนดและมีความ เสี่ยงสูงที่อาจจะไม่รอดก็ตามที แต่เมื่อคุณหมอที่ทำคลอดเดินเข้ามาในห้องพักในโรงพยาบาลในช่วงค่ำ (ซึ่งดูมืดมิดสำหรับครอบครัวเบรสซิง) เดวิดผู้เป็นสามีก็กุมมือภรรยาของเขา (ซึ่งยังงัวเงียจากยาสลบ) ไว้แน่นเพื่อเตรียมใจรับฟังข่าวจากคุณหมอ แม้ว่าน้ำเสียงของคุณจะอ่อนโยนอยู่ในทีก็ตาม แต่สำหรับทั้งสองคนแล้วมันรุนแรงเหมือนถูกระเบิดใส่ คุณหมอกล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าทารกน้อยจะผ่านคืนนี้ไปได้เพราะโอกาสรอดมีอยู่แค่ 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น และแม้ว่าจะผ่านคืนนี้ไปได้ก็ตาม เธอคงมีชีวิตที่โหดร้ายในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
 เดวิดและไดอานาฟังคุณหมออธิบายถึงปัญหาต่างๆ ที่ดาเนจะต้องเผชิญอย่างสิ้นหวัง 
 ดา เนจะพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ บางทีตาอาจบอดด้วย และมีแนวโน้มที่อาจเสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายเนื่องจากสมองบาง ส่วนถูกทำลายในขณะคลอดออกมาไปจนถึงเป็นเด็กปัญญาอ่อนโดยสิ้นเชิง เป็นต้น 
 “ไม่ ไม่” ไดอานาพร่ำพูดอยู่อย่างนั้น ตัวเธอพร้อมสามีและดัสตินลูกชายวัยห้าปีฝันถึงวันที่ครอบครัวนี้จะมีลูกสาว อีกหนึ่งคน แต่ตอนนี้ฝันนั้นกำลังสลายไปต่อหน้าต่อตา
 แต่ดาเนก็สามารถ ยื้อชีวิตไว้จนถึงเช้าวันใหม่ในขณะที่ไดอานาหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืนและตัดสินใจแน่วแน่ว่าลูกสาวของเธอจะต้องรอดและเติบโตเป็นเด็กที่ แข็งแรงและมีความสุข แต่เดวิดกลับนอนไม่หลับและได้รับรู้ข่าวร้ายเพิ่มเติมว่าโอกาสที่ลูกสาวของ เขาจะออกจากโรงพยาบาลแบบมีชีวิตนั้นแทบไม่เหลือให้หวังแล้ว ไม่ต้องฝันเฟื่องไกลกว่านั้น เขารู้ว่าเขาต้องเป็นคนนำข่าวร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นี้ไปบอกภรรยา
 เด วิดเดินเข้าไปหาไดอานาเพื่อคุยเกี่ยวกับงานศพ ไดอานาจำได้ว่ารู้สึกไม่พอใจเขามากเพราะเขากำลังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ เธอมีส่วนในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แต่เธอไม่อยากได้ยิน เธอไม่อยากฟัง จำได้ว่าบอกว่าเขาไปว่า “จะไม่มีงานศพอย่างแน่นอน ไม่มีวันเป็นอย่างนั้น ฉันไม่สนใจหรอกนะว่าคุณหมอพูดว่าอย่างไร ดาเนจะไม่ตาย! ลูกจะสบายดี และเธอจะกลับบ้านพร้อมกับเรา!” 
 ดาเนยังรักษาชีวิตไว้ได้ชั่วโมงแล้ว ชั่วโมงเล่าโดยอาศัยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและตราบเท่าที่ร่างกายขนาด จิ๋วของเธอสามารถทนทานได้อย่างน่าพิศวง ราวกับว่าที่อยู่ได้เพราะความตั้งใจแน่วแน่ของไดอานาผู้เป็นแม่ แต่เมื่อช่วงเวลาวิกฤตในวันแรกๆ ผ่านไป เดวิดและไดอานาก็มีความกลัดกลุ้มในเรื่องใหม่อีกเพราะระบบเส้นประสาทที่ยัง พัฒนาไม่เต็มที่ของดาเนนั้นบอบบางมากเป็นพิเศษ สัมผัสเพียงเบาๆ ก็ทำให้เจ็บปวดได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เดวิดและไดอานาอุ้มลูกน้อยไว้แนบออกเพื่อให้ไออุ่นแก่ เธอไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่ทำได้คืออธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ๆ ลูกน้อยของพวกเขาในขณะที่เธอนอนอยู่ในตู้อบมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด 
 ไม่ มีสักชั่วขณะหนึ่งที่ดาเนแข็งแรงขึ้นเลย แต่เมื่อผ่านไปหลายสัปดาห์ เธอก็ค่อยๆ มีน้ำหนักมากขึ้นและแข็งแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ในที่สุดพ่อแม่ก็อุ้มดาเนได้เป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้สองเดือน และสองเดือนต่อมาดาเนก็กลับบ้านได้อย่างที่คุณแม่ของเธอคาดการณ์ไว้แม้ว่า คุณหมอยังคงเตือนว่าโอกาสที่ดาเนจะมีชีวิตรอดนั้นแทบไม่มี ไม่ต้องคิดไปไกลถึงการใช้ชีวิตแบบปกติเลย ห้าปีต่อมาดาเนก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่เป็นเด็กร่างเล็กจิ๋ว เธอมีตาสีเทาที่แววตาเป็นประกาย และเป็นเด็กสนุกสนานร่าเริง เธอไม่มีอาการของความพิการทางร่างกายและสมองปรากฏให้เห็นเลย
 เธอก็เป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่น่ารักเหมือนเด็กทั่วๆ ไป แต่เรื่องราวยังไม่ได้จบลงอย่างมีความสุขตรงนี้
 บ่าย วันหนึ่งที่ร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนปี 1996 ดาเนนั่งอยู่บนตักแม่บนอัฒจันทร์กลางแจ้งในสวนสาธารณะใกล้บ้านในรัฐเท็กซัส ที่ดัสตินพี่ชายกำลังซ้อมเบสบอลอยู่ ดาเนก็คุยกับแม่และผู้ใหญ่คนอื่นๆ ไปเรื่อยเปื่อยอย่างเคย ทันใดนั้นเองเธอก็หยุดกึกทันทีและเอามือกอดอก ดาเนถามว่า “แม่ได้กลิ่นมั้ยคะ” ไดอานาสูดดมอากาศและเห็นว่าฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลจึงตอบว่า “จ้ะ ได้กลิ่นฝน” ดาเนปิดตาและถามอีกครั้งว่า “แม่ได้กลิ่นมั้ยคะ” แม่ก็ตอบอีกครั้งว่า “จ้ะ แม่คิดว่าฝนกำลังจะตก เราจะเปียกฝนกันล่ะ” แต่ดาเนยังจำช่วงเวลานั้นได้จึงสั่นหัวและเอามือน้อยๆ ตบเบาๆ ที่หัวไหล่และพูดเสียงดังว่า “ไม่ใช่ เมื่อเอาหัวซุกอยู่ที่อกของพระเจ้า จะได้กลิ่นแบบนี้แหละ มันเป็นกลิ่นของพระองค์นี่เอง” น้ำตาเอ่อล้นตาของไดอานาในขณะที่ดาเนกำลังกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุขกับ เด็กคนอื่นๆ คำพูดของลูกสาวยืนยันสิ่งที่ไดอานาและสมาชิกในครอบครัวรู้แก่ใจมาโดยตลอดว่า ในช่วงสองเดือนแรกที่ดาเนต่อสู้เพื่อจะมีชีวิตรอดในขณะที่ระบบต่างๆ ในร่างกายของเธอยังพัฒนาไม่เต็มที่และร่างกายบอบบางจนรับการสัมผัสไม่ได้ นั้น พระเจ้าทรงอุ้มเธอไว้ในอ้อมอกของพระองค์และกลิ่นหอมของพระองค์นั่นเองที่ดา เนจดจำไม่รู้ลืม
 เมื่อข้าพเจ้าอ่านเรื่องของดาเนเป็นครั้งแรกนั้น ข้าพเจ้าขนลุก (ข้าพเจ้าจะเป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่มีการพูดถึงความยิ่งใหญ่และพระเมตตาคุณ ของพระเจ้า) และก็เป็นอย่างนั้นอีกในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ ข้าพเจ้าหวังว่าเรื่องนี้คงเป็นการยืนยันให้เราทั้งหลายมั่นใจว่าพระเจ้าทรง อยู่ด้วยกับเราเสมอ และในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดนั่นเองที่จะเห็นพระองค์ชัดเจนที่สุดและสัมผัส พระองค์ได้จริงๆ
 แม้ว่าหลายคนอาจไม่มีประสบการณ์ใกล้ชิดกับพระองค์อย่าง ดาเนก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็เชื่อแน่ว่าอย่างน้อยก็มีประสบการณ์อยู่บ้างตลอดเส้นทางจาริก ของท่านบนโลกนี้

 

 


ขอขอบคุณ บทความหนุนใจดีๆ จาก อาจารย์ สิธยา คูหาเสน่ห์ 

 

รูปที่ใช้ในบทความเป็นเพียงภาพประกอบ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความและผู้เขียน แต่อย่างใด

Last Updated on Tuesday, 01 March 2011 14:06
 

Comments  

 
+1 #1 cho 2011-03-09 15:13
ขอบพระคุณพระเจ้ าจริงๆค่ะ
ดิฉันมีลูกน้อยว ัย 1 ขวบ เป็นลูกคนที่สอง เขาตัวเล็กกว่าเ ด็ก
วัยเดียวกัน ทุกครั้งที่มองล ูกหลับฉันมีความ สุขมาก และ
ไม่มีใครรู้ดีว่ าความรู้สึกรักแ ละห่วงใยนี้มันม ากมาย เต็มล้น
เพียงใด ฉันอธิษฐานให้พร ะเจ้าทรงอยู่ใกล ้ชิด และคอยดูแล
เขาเสมอ ทุกคืน และทุกเช้าก่อนอ อกจากบ้านไปทำงา
ฉันจะกอด และจับมือเขา บอกเขาว่า แม่รักลูกนะจ๊ะ
พระเจ้าจะอยู่กั บหนูนะจ๊ะ
และฉันเชื่อว่า พระเจ้าทรงรู้ และทรงปกป้องคนท ี่รักและ
วางใจในพระองค์ท ุกคน
อาเมน
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh

 

ความเห็นของผู้อ่าน บทความต่างๆ ที่เข้ามาล่าสุด