Home ประวัติศาสตร์คริสตจักร วาระสุดท้ายของยูเดีย

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter

Who's Online

We have 33 guests online

Alexa

วาระสุดท้ายของยูเดีย PDF Print E-mail
Saturday, 28 November 2009 21:30
       เบื้องหลังของพันธสัญญาใหม่ทางด้านการเมือง ได้มีเหตุการณ์หลายสิ่งหลายอย่างได้เกิดขึ้น บางเหตุการณ์ได้นำมาซึ่งความเจริญแก่คนยิวทั้งหลาย แต่ก็มีเหตุการณ์มากมายที่ทำให้ยิวต้องสูญเสีย สิ่งที่เราพบอยู่เสมอคือ เมื่ออาณาจักรต่าง ๆ นั้นถึงจุดแห่งความเจริญอย่างสูงสุด แต่ในที่สุดก็ต้องพบกับความล่มสลายของอาณาจักรของตน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ก็ไม่เว้นที่จะเกิดกับยูเดียเช่นกัน

จุดจบของแผ่นดินยูเดียเกิดมาจาก การที่ตัวแทนการปกครองของโรมที่เป็นคนต่างชาติได้เข้ามาปกครอง  พวกเขาไม่ใช่ชาวยิว จึงขาดความสนใจและไม่เข้าใจเกี่ยวกับขนบธรรมเนียนต่าง ๆ โดยไม่สนใจวิถีการดำเนินชีวิตตลอดจนความเชื่อทางศาสนาของชาวยิว โดยผู้ปกครองบางคนปกครองอย่างทารุณโหดร้าย บางคนก็กอบโกยเอาแต่ผลประโยชน์เพื่อความมั่งคั่งของตนเอง  บางคนอ่อนแอเกินไป    จนไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาที่เผชิญหน้าอยู่ได้ ในช่วงเวลานี้พวกพรรคชาตินิยม (Zealots, ซึ่งในกลุ่มนี้มีสาวกของพระเยซูคนหนึ่งคือ ซีโมน) ที่นิยมความรุนแรง  ได้ขัดแย้งกับตัวแทนของโรมคือ เฟ-ลิกซ์ (Felix) กับเฟสตัส (Festus)[1] โดยเฟ-ลิกซ์เป็นคนที่ชอบใช้ความรุนแรงและฉ้อฉล จนสมาชิกพรรคชาตินิยมบางคนถูกบังคับให้ดำเนินการต่อต้านเขาอย่างรุนแรง มีการตั้งฉายาให้เฟ-ลิกซ์ว่า คนบ้าดีเดือด ส่วนสมาชิกกลุ่มพรรคชาตินิยม ได้ชื่อว่าเป็นมือมีดที่พร้อมจะลงมือปฏิบัติการเข่นฆ่าพวกโรมได้ทุกโอกาส (เทียบกิจการ 21:38) 


           ในปี ค.ศ.66  ผู้ว่าราชการโรมคนใหม่ชื่อ ฟลอรัส (Florus) ได้เข้ามาปกครองแทน แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าผู้ปกครองคนก่อน ๆ โดยได้เข้าไปขโมยทรัพย์สินในพระวิหารและทำการปล้นสดมภ์ในเมืองเยรูซาเล็มด้วย พวกยิวได้ดำเนินการต่อต้านในการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง แต่ฟลอรัสก็ไม่ได้เกรงกลัวกลับนำกองกำลังทหารจากโรมมาปราบปราม ประชาชนก็เยาะเย้ยถากถางกองทหารเหล่านั้น ชาวยิวจึงถูกตีจนต้องถอยหนีไปตั้งรับในพระวิหาร 

           ในเวลานั้นเฮโรด อากริปปาที่ 2 พยายามที่จะเจรจาสงบศึกกับพวกยิวแต่ก็ล้มเหลว การต่อสู้จึงขยายใหญ่โตขึ้น ทั้งสองฝ่ายก็ผลัดกันแพ้และชนะ เกิดการสูญเสียด้วยกันทั้งคู่ ในที่สุดจักรพรรดิเนโร ได้ส่งแม่ทัพผู้ชำนาญการรบที่สุดคนหนึ่งของโรมคือ แม่ทัพเวสปาเซียน ให้เข้าไปแก้สถานการณ์ในครั้งนี้ เมื่อแม่ทัพเวสปาเชียนได้เข้ามาล้อมกรุงเยรูซาเล็มอยู่ 3 ปีแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ยิวสูญเสียเอกราช ก็ต้องรีบเดินทางกลับไปยังกรุงโรม เพราะเกิดเหตุการณ์บางอย่างภายใน

           ในปี ค.ศ.69 จักรพรรดิเนโร สิ้นพระชนม์ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในโรม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เวสปาเชียนต้องรีบเดินทางกลับไปกรุงโรม ทางกองทัพจึงได้แต่งตั้งให้เวสปาเซียนขึ้นดำรงตำแหน่งซีซาร์แทน เพื่อลดกระแสของความขัดแย้ง

           เมื่อเวสปาเชียนได้เป็นจักรพรรดิแล้ว ก็ยังคงคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์จึงทรงมอบหมายให้ราชโอรสคือ ไทตัส (Titus) เข้าไปปราบกบฎในยูเดีย เมื่อแม่ทัพไทตัสได้เข้าโจมตีกรุงเยรูซาเล็มและขับไล่พวกยิวให้เข้าไปอยู่ในพระวิหาร จากนั้นก็วางเพลิงที่ประตูพระวิหาร ไฟจึงลุกไหม้ลามไปยังส่วนต่าง ๆ ทั่วเมืองและกองทหารก็เข้าไปในพระวิหารและสังหารชาวยิวจำนวนมาก 

           แลนซ์ เลมเบอร์ท (Lance Lambert) ได้กล่าวว่า    “กองทหารยกทัพตีพระวิหารและฆ่าชาวยิวจำนวน 600,000 คน  เมืองทั้งเมืองถูกเผาจนแทบไม่เหลือ   มีกองทหารโรมันเพียงกองเดียวที่ยังอยู่ในพระราชวังหักพังของเฮโรด นี่คืออวสานของชาวยิวและประเทศชาติ  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 70 เป็นต้นมา พวกที่เหลืออีก 300,000 คน ก็กระจัดกระจายไปทั่วโลก”[2] 

          แม้ว่า พระวิหารและกรุงเยรูซาเล็มได้ถูกทำลายลงไปแล้ว แต่พวกฟาริสีเองก็ไม่ได้ละทิ้งพระเจ้าหรือความเชื่อของตนเอง แต่ได้ก่อตั้งชุมชนทางศาสนาขึ้นที่ แจมเนีย (Jamnia) เพื่อรักษาขนบประเพณีของชาวยิวกับพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของตนไม่ให้สูญหายไป ซึ่งกลุ่มนี้ก็ได้ทำการรวบรวมพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมให้เป็นสารบบขึ้น รวมถึงการหนุนใจชาวยิวทุกคน ให้ยึดมั่นในธรรมบัญญัติและติดตามพระเจ้าต่อไปโดยไม่ท้อถอย

          การสิ้นสุดของยูเดียนั้น ได้กล่าวถึงความจริงหนึ่งคือ แม้ว่าชนชาติอิสราเอลจะเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แต่เมื่อพวกเขาไม่ได้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เจ็บปวดมากมาย แต่ในเวลาเดียวกันพระเจ้าก็ทรงใช้เหตุการณ์ที่เจ็บปวดเหล่านั้น เพื่อกระตุ้นให้พวกเขากลับมาหาพระองค์อีกครั้งหนึ่ง การสูญเสียของเขาทำให้พวกเขาได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่คือ การยืนหยัดในความเชื่อรวมถึงได้มีการรวบรวมเพื่อทำสารบบของพันธสัญญาเดิม

          ความจริงนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้ที่เชื่อทุกคน พระเจ้าทรงใช้เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา เพื่อกระตุ้นเตือนเราทั้งหลายตลอดเวลาว่า เราดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าอย่างไร เราต้องเรียนรู้ที่จะไวต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงสอนเรา และอย่าท้อถอยแม้ว่า สิ่งที่เกิดในชีวิตนั้นจะเจ็บปวด แต่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงให้เกิดความยินดีอย่างยิ่ง 
 
[1] กิจการ 24:22 - 26: 32
[2] กมล อารยะประทีป, ชนชาติผู้มีพันธกิจนำพระพรไปสู่ชาวโลก,  กรุงเทพฯ : เจริญรัตน์การพิมพ์, 1992, หน้า 179.
 

  
เขียนโดย สุรศักดิ์ กิติเรืองแสง     
Friday, 17 February 2006  
คัดลอกจาก www.theology.ac.th
 
 

Add comment


Security code
Refresh