Home ประวัติศาสตร์คริสตจักร ดินแดนปาเลสไตน์สมัยพระเยซูภายใต้การปกครองของโรม

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday793
mod_vvisit_counterYesterday3971
mod_vvisit_counterThis week11669
mod_vvisit_counterThis month31795
mod_vvisit_counterAll (since 19Jan2009)2121449

Who's Online

We have 194 guests online

Alexa

ดินแดนปาเลสไตน์สมัยพระเยซูภายใต้การปกครองของโรม PDF Print E-mail
Saturday, 28 November 2009 21:20
        ประมาณกลางศตวรรษที่ 1 ก.ค.ศ. อำนาจของโรมได้แผ่ขยายออกไปทั่ว จนถึงซีเรียและปาเลสไตน์ โดยอำนาจของจักรวรรดิกรีก ภายใต้ราชวงศ์โทเลมี และเซลูซิส ได้เสื่อมถอยลง รวมถึงราชวงศ์ฮัสโมเนียน ที่เกิดปัญหาการขัดแย้งกัน แย่งชิงอำนาจกันภายในภายในของราชวงศ์ ซึ่งเป็นการชักศึกเข้าบ้าน

        ในปี 65 ก.ค.ศ. แม่ทัพปอมเปย์ได้มีชัยชนะเหนือดินแดนเดิมของจักรวรรดิกรีก มีชัยเหนือซีเรียและปาเลสไตน์

ในปี 63 ก.ค.ศ. ในขณะที่พวกผู้นำยิวเกิดการต่อสู้กันเอง แม่ทัพปอมเปย์ จึงฉวยโอกาสยกทัพเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็ม ทำให้ชาวยิวหมดเอกราชทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง และปอมเปย์ได้ตั้งให้เฮอร์คานุชที่ 2 ให้เป็นมหาปุโรหิต และปกครองตามนโยบายของโรม รวมถึงได้แต่งตั้งให้อันทิปาเตอร์และคนในตระกูลของเขา เป็นเจ้าเมืองปกครองดูแลแคว้นยูเดีย ดังนั้นตั้งแต่บัดนี้ชาวยิวก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของอาณาจักรโรมมาตลอด และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพันธสัญญาใหม่ เป็นช่วงเวลาที่ชาวยิวอยู่ภายใต้การปกครองของโรม 

        ในปี 48 ก.ค.ศ. เกิดสงครามกลางเมืองของโรม เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองเช่นเดียวกับจักรวรรดิอื่น ๆ ทำให้อาณาจักรโรมันเริ่มเกิดการแตกแยก เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้แม่ทัพปอมเปย์พ่ายแพ้แก่จูเลียส ซีซาร์ ที่เธสะโลนิกา และในที่สุดก็ถูกลอบสังหาร หลังจากปอมเปย์สิ้นชีวิตแล้ว จูเลียส ซีซาร์ ก็เข้ายึดอำนาจในการปกครองจักรวรรดิโรมัน 

        ในปี 44 ก.ค.ศ. จูเลียส ซีซาร์ ก็ถูกลอบสังหารโดยสมาชิกวุฒิสภา ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองอีกครั้งหนึ่ง โดยมีการแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งเป็นการนำของ บรูตัส (Brutus) และคาสซิอัส (Cassius) ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ภายใต้การนำของ มาร์ค แอนโทนี (Mark Antony) และอ็อคทาเวียน (Octavian) 

        ในช่วงแรกนั้น คาสซิอัส สามารถยึดอำนาจและครองเมืองซีเรีย แต่ต่อมาก็พ่ายแพ้ให้แก่มาร์ค แอนโทนี ซึ่งภายใต้การนำทัพของมาร์ค แอนโทนีนั้น กองทัพของท่านสามารถยึดอำนาจทางด้านเอเซียน้อย ซีเรีย ปาเลสไตน์ จนไปถึงอียิปต์ ในเวลาเดียวกัน อ็อคตาเวียน ก็มีชัยชนะ สามารถยึดครองอิตาลีและดินแดนทางตะวันตก

        จุดแตกหักระหว่างมาร์ค แอนโทนีกับอ็อคตาเวียน ก็มาถึง เมื่อมาร์ค แอนโทนี ที่เป็นพี่เขยของอ็อคตาเวียน ไปหลงรักพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ และพระนางต้องการที่จะเข้ามาครอบครองจักรวรรดิโรมันกับมาร์ค แอนโทนี จึงทำให้ทั้งสองต้องสู้รบกันที่ แอคติอุม (Actium) ผลปรากฏว่า มาร์ค แอนโทนี เป็นฝ่ายปราชัยและสิ้นชีวิตในสนามรบ

        ในปี 31 ก.ค.ศ. พระนางคลีโอพัตราก็ปลงพระชนม์ของพระนางเอง เพราะไม่ต้องการที่จะถูกจับไปเป็นเชลยที่กรุงโรม

        ในปี 27 ก.ค.ศ. อ็อคตาเวียน ก็สามารถมีชัยเหนือทุกที่ ได้เป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุด จึงแต่งตั้งพระองค์เองเป็นซีซาร์ และเปลี่ยนพระนามใหม่ว่า ออกัสตัส 

1) ผู้นำของโรมที่ส่วนเกี่ยวข้องกับพันธสัญญาใหม่

           1. ซีซาร์ ออกัสตัส (27 ก.ค.ศ. – ค.ศ.14) เป็นช่วงที่พระเยซูทรงประสูติ มีการจดทะเบียนสำมะโนครัว เป็นเหตุให้โยเซฟและมารีย์ต้องเดินทางไปเมืองเบธเลเฮ็ม (ลูกา 2:1-7) สมัยนี้เป็นจุดเริ่มต้นของลัทธิกราบไหว้จักรพรรดิ ต่อมาพวกคริสเตียนได้ต่อต้านและคัดค้าน จึงเกิดการกดขี่ข่มเหงจากรัฐบาลโรม

           2. ทิเบริอัส (ค.ศ. 14-37) พระเยซูทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ต่อสาธารณชน และทรงสิ้นพระชนม์ในช่วงสมัยนี้

           3. กายอัส คาลิกูล่า (ค.ศ. 37-41) เป็นช่วงที่อยู่ในสมัยของพวกอัครทูต มีพระประสงค์ที่จะให้ประชาชนกราบไหว้นมัสการพระองค์ดังพระเจ้า ทรงบัญชาให้นำรูปปั้นของพระองค์ไปตั้งไว้ในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม แต่ทรงสิ้นพระชนม์ก่อนที่จะทำสำเร็จ

           4. คลาวดิอัส (ค.ศ. 41-54) เป็นผู้ที่สั่งให้เนรเทศชาวยิวทั้งหมดออกจากกรุงโรม ในข้อหาโต้แย้งและก่อกวน ด้วยสาเหตุจากการทำนายของ อากาบัส (กิจการ 11:28) ในกลุ่มชาวยิวที่ต้องเดินทางออกจากกรุงโรมนั้นมี อาควิลลาและปริสสิลลารวมอยู่ด้วย (กิจการ 18:2)

           5. เนโร (ค.ศ. 54-68) เป็นช่วงแรกที่คริสเตียนได้รับการกดขี่ข่มเหงจากโรม แม้ว่าจะเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณรอบ ๆ กรุงโรม ซึ่งการข่มเหงครั้งนี้ ทำให้เปโตรและเปาโลต้องพลีชีพด้วยความเชื่อ (กิจการ 25:10; 28:19)

           6. เวสปาเชียน (ค.ศ. 69-79) เป็นขุนศึกที่นำทัพเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เพื่อปราบกลุ่มกบฏ แต่เมื่อเนโรทรงสิ้นพระชนม์ เวสปาเชียนได้เดินทางกลับกรุงโรมเพื่อขึ้นครองราชย์ และได้มอบหมายให้บุตรชายที่ชื่อ ไทตัส ไปทำศึกแทน

           7. ไทตัส (ค.ศ. 79-81) เป็นแม่ทัพที่รบชนะพวกพรรคชาตินิยมชาวยิว และเป็นผู้ที่ทำลายพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มในปีค.ศ. 70

           8. โดมิเทียน (ค.ศ. 81-96) ในสมัยนี้คริสตจักรตกอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหงอย่างหนัก โดดิเทียนทรงบัญชาให้คนอื่นเรียกพระองค์ว่า พระผู้เป็นเจ้า หรือเป็นเทพเจ้า ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ได้สะท้อนภาพออกมาในพระธรรมวิวรณ์ ซึ่งเราสามารถเห็นภาพของการเขียนหนุนใจพี่น้องคริสเตียนในเวลานั้นด้วย 


2) ระบบการปกครองของโรม

หลังจากการสิ้นพระชนม์ของ อเล็กซานเดอร์มหาราช ความวุ่นวายก็เกิดทั่วไปในดินแดนแถบอียิปต์ เมโสโปเตเมีย แต่เมื่อออกัสตัสขึ้นครองราชย์ สันติภาพก็เกิดขึ้นพอสมควร การแพร่ขยายขอจักรวรรดิโรมันก็แผ่ขยายออกไปมากมาย และเมืองที่อยู่ในบริเวณเหล่านี้ ก็ต้องสูญเสียอิสระภาพทั้งหมดให้กับจักรวรรดิโรม เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเพื่อดูแลอาณานิคมเหล่านี้อย่างทั่วถึง จักรวรรดิโรมจึงได้จัดระบบการปกครองขึ้น โดยเราเรียกระบบนี้ว่า การปกครองแบบมณฑล (Provincial System) และในการปกครองแบบมณฑลนี้ก็ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

          1. การปกครองมณฑลที่อยู่ภายใต้จักรพรรดิโรม  (Imperial Provinces) จักรพรรดิโรมเป็นผู้ที่จัดส่งตัวแทนของพระองค์ไปดูแลโดยตรงมณฑลที่อยู่ภายใต้การดูแลของจักรพรรดิ  ส่วนมากเป็นเขตการปกครองที่ไม่ค่อยสงบ และอยู่แถบชายแดน จึงต้องการการควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยตำแหน่งนี้เราอาจเรียกว่า ผู้แทนต่างพระเนตรพระกรรณ (Legatus) หรือบางครั้งก็จะมีตำแหน่งเป็นผู้ดูแล (Procurator) ตำแหน่งเหล่านี้จึงมีกองทัพอยู่ในบังคับบัญชาด้วย และนับว่าเป็นผู้ปกครองทางทหารด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่จัดเก็บภาษีจากประชาชน ส่งไปให้จักรพรรดิ ควบคุมไม่ให้เกิดจราจล ผู้ดูแลมีอำนาจสั่งประหารชีวิตผู้ที่ทำความผิดได้ด้วย ผู้อยู่ในตำแหน่งนี้จะอยู่ได้นานจนกว่าจักรพรรดิจะสั่งให้มีการเปลี่ยนแปลง

          2. การปกครองมณฑลที่อยู่ภายใต้การดูแลของสภาซีเนท  (Senatorial  Provinces)โดยสภาซีเนทนี้จะเป็นผู้คัดเลือก และจัดส่งผู้แทนไปปกครองทณฑลต่างๆ ที่มีความเป็นอยู่อย่างสงบเรียบร้อย และห่างจากชายแดน โดยเราเรียกผู้ปกครองในตำแหน่งนี้ว่า “ผู้ว่าราชการแทน” หรือ “สมุหเทศาภิบาล” (โปรคอนซูล Proconsul) (กิจการ 13:7) ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะอยู่ในตำแหน่งครั้งละ 1 ปีจากนั้นสภาซีเนทจะจัดส่งคนอื่นไปแทน เช่น  กรณีของผู้ว่าราชการกัลลิโอ  แม้ว่าทางนิตินัย เขาจะถูกแต่งตั้งโดยวุฒิสมาชิกสภาซีเนท แต่ทางพฤตินัยแล้วจักรพรรดิก็ทรงเป็นผู้ควบคุมเช่นกัน ส่วนในแคว้นที่เล็กลงมาก็มีผู้ปกครอง ที่จักรพรรดิทรงแต่งตั้งในตำแหน่งประมุข  (Pracfectus) เช่น ปอนติอัส-ปีลาต (มิทธิว 27:11) สำหรับปกครองแคว้นยูเดีย

          ผู้ปกครองเหล่านี้  มีสิทธิอำนาจเต็มที่ในการปกครอง โดยมีจักรพรรดิทรงดูแลอยู่ห่างๆ และในแคว้นหรืออาณาจักรที่ไม่สำคัญ จักรพรรดิจะปล่อยให้มีกษัตริย์ปกครองตนเอง แต่กษัตริย์เหล่านั้นก็มีอำนาจไม่จริงจังเท่าใด  นอกจากนั้น บางเมืองยังมีอำนาจปกครองตนเองเป็นอิสระในรูปแบบนครรัฐของกรีก เช่น กรุงเอเธนส์ เมืองเอเฟซัส หรืออาจจะเป็นอาณานิคมเช่น เมืองฟิลิปปีในแคว้นมาซิโดเนีย

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพันธสัญญาใหม่ เป็นช่วงที่ชาวยิวตกอยู่ภายใต้การปกครองของโรม โดยในแถบปาเลสไตน์เป็นมณฑลที่อยู่ภายใต้จักรพรรดิโรม และในสมัยจักรพรรดิซีซาร์ ออกัสตัส ชาวยิวก็มีสิทธิในการปกครองตนเองทั้งด้านการเมือง และการศาสนา ส่วนด้านบริหารบ้านเมืองก็ให้ยิวปกครองเอง โดยอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลเฮโรด และตระกูลนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของ “ผู้ดูแล” (Procurator) ซึ่งจะเป็นผู้แนะนำด้านการปกครอง ด้านศาสนาจะอยู่ภายใต้สภาแซนเฮดริน (สภายิว)
 

เขียนโดย สุรศักดิ์ กิติเรืองแสง     
Friday, 17 February 2006  
คัดลอกจาก www.theology.ac.th
 
 

Add comment


Security code
Refresh

 

สถานีเพลงคริสเตียน

ความเห็นของผู้อ่าน บทความต่างๆ ที่เข้ามาล่าสุด