|
โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ ยุคปฐมกาล ตามหลักความเชื่อของคริสต์ศาสนิกชนซึ่งมาจากพระคัมภีร์ใบเบิลและประวัติศาสตร์ของอิสราเอล คริสต์ศาสนาเริ่มต้นตั้งแต่พระเป็นเจ้าทรงรักโลกจนกระทั่งประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์คือ พระเยซูคริสต์เข้ามาไถ่มนุษย์ออกจากบาป คำว่า "เยซู" แปลว่า พระเป็นเจ้าทรงเป็นความรอด (Yahweh is salvation) หรือพระเป็นเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยให้รอด (Yahweh is the savior) พระเป็นเจ้าผู้ทรงเป็นที่มาแห่งชีวิต คือ ทรงเป็นพระผู้สร้างจักรวาลและชีวิตทั้งมวล มนุษย์คู่แรกที่พระองค์ทรงสร้าง ได้เกิดลูกหลานต่อๆมา และแพร่ออกไปทั่วโลก ต่างก็ห่างเหินไปจากพระเป็นเจ้าและหลงลืมพระองค์ ชีวิตของมนุษย์คงมีความทุกข์ต่างๆเพราะความผิดที่มนุษย์ต่างกระทำขึ้น ด้วยความรักที่มีต่อมนุษย์ พระเป็นเจ้าจึงประทานพระบุตรมาเกิด (incarnation) เป็นพระเยซู พระเป็นเจ้าจึงทรงเตรียมการเป็นขั้นตอนโดยทรงเลือกอับราฮัมชาวฮีบรูให้เป็นต้นตระกูลของชนชาติอิสราเอลเพื่อเป็นผู้รับมอบพันธกิจนำพระพร คือความรอด ไปสู่ชนทุกชาติทั่วโลก เมื่อถึงกำหนดที่ทรงวางไว้ พระบุตรเสด็จลงมาเกิดเป็นพระเยซูผู้สืบเชื้อสายของชนชาติอิสราเอลจากเชื้อสายอับราฮัมผ่านทางเดวิดจนมาถึงพระเยซู ยุคพระเยซูเมื่อพระเยซูมีพระชนม์มายุได้ 30 ปี ทรงจาริกสั่งสอนในประเทศอิสราเอลเป็นเวลา 3 ปี ทรงเลือกชาวยิว 12 คน เป็นผู้รับพันธกิจจากพระองค์ เพื่อนำพระพรไปสู่ชนทั่วโลก พระเยซูทรงถูกตรึงและสิ้นพระชนม์ที่กางเขนเป็นการตายเพื่อชดใช้หรือไถ่มนุษย์ออกจากบาป เพื่อไถ่มนุษย์ออกจากความบาปเพื่อมนุษย์จะได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ และกลับเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องตามพระฉายาของพระเป็นเจ้าและจะกลับคืนดีและมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องต้อพระเป็นเจ้า ในวันที่ 3 พระเป็นเจ้าทรงทำให้พระเยซูกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย หรือทรงกลับคืนชีพหลังจากที่ปรากฏแก่เหล่าสาวกและทรงมอบพันธกิจแก่เหล่าสาวกแล้วเสด็จสู่สวรรค์ คำภาษาอังกฤษ Resurrection ทางคาทอลิก ใช้คำว่า "การกลับคืนชีพ" ส่วนทางฝ่ายโปรแตสแตนท์ ใช้คำว่า "การเป็นขึ้นมาจากความตาย" ยุคคริสตจักรเริ่มแรกในวันเทศกาลเพนเทคอสต์ (the day of Pentecost) ซึ่งตรงกับวันที่ 50 หลังจากพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เวลา 09.00 น. พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเป็นเจ้าได้เสด็จลงมายังบรรดาศิษย์ของพระองค์ ทรงเปลี่ยนให้ทุกคนเป็นคนใหม่เปี่ยมด้วยความรู้ความเข้าใจเรื่องพันธกิจที่พระเยซูทรงสละพระชนม์เพื่อเป็นพระพรแก่มนุษย์ ทุกคนจึงมีใจร้อนรนกล้าหาญที่จะประกาศข่าวประเสริฐที่พระเยซูทรงไถ่มนุษย์ด้วยการสละพระชนม์ชีพของพระองค์บนกางเขน ในวันนั้นมีผู้เชื่อและยอมรับพระเยซูเป็นผู้ไถ่เขาออกจากบาปถึง 3,000 คน คริสต์ศาสนิกชนจึงถือว่าวันนี้คือวันเกิดของคริสตจักร แผนการไถ่มนุษย์จากบาป และปลดปล่อยให้เป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพ เพื่อจะสามารถกลับคืนดีเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและมีความสัมพันธ์อันถูกต้องกับพระเป็นเจ้านั้น พระเยซูได้กระทำสำเร็จแล้ว การตายของพระเยซูเป็นการไถ่มนุษย์ออกจากบาปแล้ว จึงเหลืองานที่จะทำต่อไปคือการนำข่าวประเสริฐนี้ไปประกาศให้โลกรู้ พระเยซูทรงสั่งให้สาวกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับที่พระเป็นเจ้าทรงเรียกอับราฮัมและชนชาติอิสราเอลให้เป็นผู้นำพระพรไปสู่ชนทุกชาติ อัครสาวกทั้ง 12 คน ได้ประกาศข่าวดีนี้ในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งมีทั้งชาวเยรูซาเล็มเอง และชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ และได้กลับมาประเทศอิสราเอล เพื่อนมัสการในเทศกาลเพนเทคอสต์ หลังจากเทศกาลนั้นเมื่อคนเหล่านั้นเดินทางกลับประเทศที่ตนอยู่ก็ได้นำข่าวดีนั้นไปประกาศด้วย ส่วนอัครสาวกก็ไปประกาศในที่ต่างๆ เช่น - ฟิลิปไปประกาศแก่ชาวเอธิโอเปีย
- โทมัสไปประกาศถึงประเทศอินเดีย ยาคอบไปประกาศที่สเปน
- เปโตรไปประกาศถึงกรุงโรม เปาโลและบารนาบัสไปประกาศที่เอเชียน้อย ประเทศกรีช และกรุงโรม
- อัครสาวกและสาวกคนอื่นๆ ก็ไปประกาศในที่ต่างๆ
ข่าวดีนี้จึงแพร่ไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว แต่การประกาศข่าวดีนี้ไม่ใช่เป็นการง่าย ในระยะ 3 คริสต์ศตวรรษแรกต้องประสบแต่การข่มเหง การขัดขวาง ผู้ที่ไปประกาศและผู้ที่รับข่าวดีก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากและถูกฆ่าตายไม่น้อย แต่ข่าวดีนี้ก็มิได้หยุดยั้งชะงักลง มีแต่การแพร่ออกไปจนกระทั่ง ค.ศ. 313 จักรพรรดิคอนสแตนตินประกาศกฤษฏีกาที่เมืองมิลานให้ทุกคนมีเสรภาพในการนับถือคริสต์ศาสนาได้ ในตอนปลายของศตวรรษที่ 4 จักรพรรดิเทโอโดซิอุสมหาราช ค.ศ. 379-395 ทรงกระทำให้จักรวรรดิโรมันเป็นจักรวรรดิของคริสต์ศาสนาในสมัยนี้ คริสตจักรจึงรุ่งเรือง การก่อสร้างโบสถ์วิหารมีไปทั่วทุกแห่ง สมัยนั้นคริสตจักรมีศูนย์กลางที่สำคัญ 5 แห่ง คือ เมืองอะเล็กซานเดรียในอียิปต์ กรุงเยรูซาเล็ม เมืองแอนดิออก กรุงคอนสแตนติโนเปิล และกรุงโรม ศูนย์กลางแต่ละแห่งมีผู้อภิบาลเรียกว่า อัครบิดร (papa หรือ partriarch) ยุคมืด คริสต์ศตวรรษที่ 5-11 ตามประวัติศาสตร์คริสตจักร เรียกว่า ยุคมืด เริ่มจากประเทศต่างๆในยุโรปถูกรุกรานโดยที่ฝ่ายบ้านเมืองไม่สามารถต่อต้านได้ แต่ต่อมาฝ่ายคริสตจักรตะวันตกโดยการนำของสันตะปาปาลีโอที่ 1 ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นอัครบิดรแห่งโรมด้วย สามารถควบคุมสถานการณ์ในกรุงโรมและบริเวณใกล้เคียงได้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการมีอำนาจของคริสตจักรโรมและมีอิทธิพลครอบคลุมไปถึงแอฟริกาตอนเหนือ สเปน และกอล (ฝรั่งเศลและเยอรมนีในปัจจุบัน) และต่อมาก็ยังมีอัครบิดรบางสมัยที่พยายามขยายอิทธิพลออกไปอีกด้วยการชักชวนให้ผู้รุกรานตั้งหลักแหล่งและเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชนโดยยินยอมให้อัครบิดรแห่งโรมในฐานะสันตะปาปามีสิทธิแต่งตั้งกษัตริย์หรืออนุมัติการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ด้วย คริสตจักรตะวันออกสูญเสียศาสนิกชนให้แก่อิสลามตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ทำให้คริสต์ศาสนิกชนที่เหลือในแถบนี้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยไป แต่การประกาศข่าวดีในที่อื่นก็ยังดำเนินอยู่ต่อไป และมีคนจากประเทศอื่นๆ เช่นรัสเซีย เข้ามานับถือคริสตศาสนาในช่วงนี้ด้วย คริสตจักรซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกันตั้งแต่แรกก็แยกออกเป็นคริสตจักรตะวันออกและคริสตจักรตะวันตก ใน ค.ศ. 1054 เนื่องด้วยสาเหตุการเมืองและอื่นๆ อีกหลายประการ อันเป็นผลให้อัครบิดาของ 2 ฝ่าย ไม่อาจออมชอมกันได้ คริสตจักรตะวันตกจึงกลายเป็นคริสตจักรโรมันคาทอลิก ซึ่งมีศูนย์กลางเริ่มแรกที่กรุงโรม และคริสตจักรตะวันออกได้ชื่อว่าคริสตจักรออร์ทอดอกซ์ ซึ่งมีศูนย์กลางเริ่มแรกที่จักรวรรดิไบแซนไทน์ (นครอิสตันบูลประเทศตุรกีในปัจจุบัน) ยุคฟื้นฟูระหว่างสงครามครูเสดปัญญาชนชาวคริสต์ได้เรียนรู้และได้รับเอกสารมากมายเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมกรีกจากชาวมุสลิม การศึกษาอย่างเป็นระบบเริ่มในวังของจักรพรรดิ์ชาร์เลอมาญ (Charlemagne) เป็นปฐม แล้วขยายออกไปสู่โบสถ์ต่างๆ ภาษาละตินกลายเป็นภาษาสากลทางวิชาการและศาสนาใช้คัมภีร์ไบเบิลฉบับแปลเป็นภาษาละตินของเซนต์เยโรม (St. Jerome) เป็นมาตรฐาน จนได้ชื่อว่าคัมภีร์ฉบับประชาชน (Vulgate Bible) การเรียนหนังสือในสมัยนั้นจึงหมายถึงการเรียนภาษาละตินและเรียนวิชาการต่างๆ ด้วยภาษาละตินนั่นเอง และวิชาการส่วนมากก็ได้หลักการและพื้นฐานมาจากต้นฉบับภาษากรีกที่แปลเป็นภาษาละตินเช่นกัน ยุคปฏิรูปเมื่อการศึกษาศิลปวิทยาการกรีกขยายวงกว้างออกไปมีการวิจัยค้นคว้าลึกซึ้งมากขึ้น และสร้างผลงานออกมาได้แนบเนียนมากขึ้นการปฏิรูปในด้านต่างๆ ก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นและขยายตัวออกไปรวมทั้งการปฏิรูปทางศาสนาด้วย เนื่องจากมีผู้ศึกษาคัมภีร์ไบเบิลและแปลออกเป็นภาษาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศล เยอรมัน นอกจากจะเป็นต้นกำเนิดของความรู้สึกชาตินิยมแล้วยังทำให้ผู้ศึกษาคัมภีร์มีความรู้ความเข้าใจใหม่ การปฏิรูปนี้จึงมิได้เริ่มแห่งเดียวและมิใช่โดยผู้นำคนเดียว แต่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ เช่น - จอห์น ไวคลิฟฟ์ (John Wycliffe) ชาวอังกฤษ ค.ศ. 1324-1384
- จอห์น ฮัลส์ (John Huss) ชาวเซ็ก ค.ศ.1369-1415
- มาร์ติน ลูเทอร์ (Martin Luther) ชาวเยอรมัน ค.ศ. 1483-1546
- อุลริช ชวิงลี (Ulrich Zwingli) บางแห่งใช้ว่า Huldreich Zwingli ชาวสวิส ค.ศ. 1484-1531
- จอห์น คาลวิน (John Calvin) ชาวฝรั่งเศส ค.ศ. 1509-1564
เนื่องจากองค์การบริหารของคริสตจักรของโรมันคาทอลิก ณ กรุงโรม ยึดติดกับความคิดของตนอย่างเหนียวแน่น จนเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับสมาชิกบางกลุ่มในบางประเทศ ที่เห็นความจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างรีบด่วน คริสตจักรโปรแตสแตนท์จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1529 ส่วนภายในคริสตจักรคาทอลิกก็มีการปฏิรูปในหลายรูปแบบแต่ยังคงถือนโยบายเน้นเอกภาพในความเหมือนกันและการรวมอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลางต่อไป จนถึงการสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2 ตั้งแต่นั้นมา คริสต์ศาสนาก็แบ่งเป็นนิกายใหญ่ คือ โรมันคาทอลิก ออร์ทอดอกซ์ และโปรแตสแตนท์ ต่างฝ่ายต่างพัฒนากิจการของตนอย่างอิสระและต่างก็มีสมาชิกแผ่กระจายออกไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความสำนึกว่าคริสตจักรต้องเป็นหนึ่งเดียวมีปรากฏในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่หลายแห่งด้วยกัน และหลังจากนั้นก็ได้มีการประกาศย้ำเป็นทางการใน คริสตจักรหลายครั้งว่า คริสตจักรต้องเป็นหนึ่งเดียว (one) และ สากล (catholic) อย่างเช่นประกาศหลักข้อเชื่อของอัครสาวก (Apostles's Creed) และหลักข้อเชื่อไนซีน (Nicene Creed) ความเชื่อนี้ปรากฏเป็นรูปธรรมขึ้นเมื่อโปรแตสแตนท์กลุ่มต่างๆ และออร์ทอดอกซ์รวมตัวกันเป็นหน่วยงาน เรียกว่าคณะกรรมการกลางหลักความเชื่อและระบบการปกครอง (Commission on Faith and Order) เมื่อ ค.ศ. 1927 และต่อมามีการรวมตัวเป็นสภาคริสตจักรแห่งโลก (World Council of Churches) เมื่อ ค.ศ. 1948 ส่วนคริสตจักรคาทอลิกได้จัดประชุมสังคายานาวาติกันครั้งที่ 2 ระหว่าง ค.ศ. 1962-1965 โดยเชิญผู้แทนจากคริสตจักรโปรแตสแตนท์และออร์ทอดอกซ์เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ด้วยและได้เปลี่ยนนโยบายรวมศูนย์มาเป็นการเน้นเอกลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนที่สำคัญมากครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในที่สุดคาทอลิกส่งผู้แทนเข้าประชุมสภาคริสตจักรแห่งโลกเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1993 ในปัจจุบันการติดต่อและร่วมมือระหว่างคริสตจักร กลุ่มต่างๆเกิดบ่อยขึ้นและกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยถือหลักการร่วมกันว่า "ให้ร่วมมือกันโดยไม่ต้องเชื่อและถือเหมือนกัน" และให้เข้าใจว่าความเป็นหนึ่งเดียวของคริสตจักร หมายความถึง "เอกภาพในความหลากหลาย" ( แหล่งข้อมูล: พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ – ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2542 หน้า 83 – 88 ) Bangkok Institute of Theology Go To Thirayost's Homepage
(http://www.geocities.com/thirayost)
|